![]() |
![]() |
![]() |
หายไปนานเป็นเดือนเลย นับจากเอนทรี่ที่แล้ว ไม่มีข้อแก้ตัว นอกจากปะป๊าหมดแรงอัพโหลด เดือนที่ผ่านมาได้อยู่กับหมี่ฮุ้นน้อยไปหน่อย วันๆได้แต่กอดๆหอมๆแล้วก็ต้องไปทำงานต่อ อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนทำงานในห้องนอน แต่เดี๋ยวนี้ปะป๊าย้ายไปอยู่ห้องทำงานแล้ว เลยไม่ได้พักทุกสิบนาทีมาเล่นกับหมี่ฮุ้นเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ดีอย่างคือ ตอนนี้หมี่ฮุ้นนอนเร็วขึ้น แทนที่จะนอนดึกพอๆกับปะป๊าเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ปิดไฟแล้วหมี่ฮุ้นก็พอจะหลับได้ตั้งแต่สี่ทุ่มเลย
เดือนที่ผ่านมาผมได้อยู่กับหมี่ฮุ้นจริงๆจังๆน้อย เผลอๆน้อยกว่าคุณศศิวรรณ เลิศวิริยะประภา ผู้ประกาศข่าวในพระราชสำนักช่อง 3 เสียอีก ไม่ใช่อะไร หมี่ฮุ้นชอบดูไตเติ้ล “คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3″ แล้วตามด้วย “แตน ตะแด่แดแด่แดแด๊แด่น…” (ไตเติ้ลเข้าข่าวในพระราชสำนัก)มาก ดูแล้วมักจะออกอากาศตาลุก ตื่นเต้น เนื้อเต้น ใกล้เคียงกับรูปที่สองด้านบนมาก ไม่รู้ว่าทางช่อง 3 ใส่อะไรเข้าไปในไตเติ้ลหรือเปล่า แบบว่าสายตาเด็กมองเห็น แต่สายตาผู้ใหญ่ไม่เห็น ทำให้เด็กติดอะไรทำนองนั้น (นึกถึงเรื่องไฟท์คลับ…)
ตอนนี้ผมว่างพอหายใจหายคอได้บ้างแล้วเลยมีโอกาสได้มาอัพเดทบล็อกนี้ต่อ จริงๆแล้วก็มีรูปใหม่ๆอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะนอกจากจะไม่มีเวลาแล้ว กล้องดิจิตอลที่ใช้ก็เริ่มเดี้ยง กำลังจะต้องมองหากล้องใหม่มาถ่ายหมี่ฮุ้นซะแล้ว
อ้อ ตอนนี้หมี่ฮุ้นมีฟันขึ้นสองซี่ครึ่งแล้วครับ ฟันบนเริ่มมาแล้ว เพิ่มพลังการกัดเข้าไปอีก เจ็บสุดๆ
ส่วนรูปด้านซ้าย เป็นรูปถ่ายคู่กับขาปะป๊า เป็นเหตุการณ์หลังจากโดนปะป๊าฟัดแก้มไปแล้วหลายสิบฟอด หมี่ฮุ้นมองกล้องอย่างตัดพ้อ …ฮือๆ โตขึ้นจะไปดูดไขมันที่แก้มทิ้ง
ว๊า…พอจะเขียนบล็อกนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ อยากบ้องหัวตัวเองซักที
วันนี้พาก้อยกับหมี่ฮุ้นไปเดินเล่นที่สยาม เห็นบ่นๆว่าอยากไปเดินสยามตั้งนานแล้ว เห็นเป็นโอกาสดี เลยพาไปวันนี้ พาไปนั่งที่สตูดิโออยู่เกือบห้าชั่วโมง ก้อยพาหมี่ฮุ้นไปเดินวนสยามอยู่ซักสิบนาทีได้ กลับมาบอกพอแล้ว เห็นแล้ว (กลับบ้านได้ อารมณ์ประมาณนั้น) โถ่… นี่บอกว่าจะไปนั่งกินอาหารร้านอร่อยๆแถวสยามยังอิดออด จะไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวทางกลับบ้านเลย แหม่ อุตส่าห์เข้ากรุงทั้งที จะกลับไปกินข้าวแถบชานเมืองอีกได้ไงกัน
ที่อยากจะบ้องหัวตัวเองก็คือ ลืมเอากล้องติดไปด้วย เอนทรี่นี้ก็เลยไม่มีรูปหมี่ฮุ้นในสยามสแควร์ให้ดู เซ็งเลย ไม่มีรูปตอนหมี่ฮุ้นทำเล่นหูเล่นตากับน้าๆอาๆที่ออฟฟิศปะป๊าด้วย เซ็ง
เหมือนตอนนี้หมี่ฮุ้นจะไม่กลัวคนแปลกหน้าแล้ว เล่นได้ยิ้มได้กับคนแปลกหน้า แถมดูท่าทางจะเป็นเด็กชอบความสนใจ วันนี้น้าอาสี่ห้าคนมายืนมองดูหมี่ฮุ้นอยู่ หมี่ฮุ้นก็หันหน้าไปมองคนนู้นทีคนนี้ที ยิ้มไปเขินไป ทำหน้าชอบอกชอบใจด้วย แปลกดี
ตั้งแต่สามสี่วันที่แล้ว หมี่ฮุ้นก็เริ่มเปล่งเสียงเป็นคำว่า “ป๊ะป่า ม้าหม่า” ได้ (สำเนียงฝรั่งนะเนี่ย) แต่ได้แบบมั่วๆซั่วๆ ไม่รู้ว่าความหมายของมันคืออะไร รู้แต่ว่าตอนงอแง ไม่พอใจ เวลาพูด ป๊ะป่า ม้าหม่าแล้วเหมือนจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
แต่โดยมากมักจะพูดว่า “ม้าหม่า” มากกว่า เพราะว่าพูด “ม้าหม่า” แล้วเห็นผลกว่า ม้าหม่าปุ๊บ นมมาปั๊บ พูดป๊ะป่าแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่จำต้องพูดเพราะว่าโดนป๊ะป่ากรอกหูทุกวันตั้งแต่ยังอยู่ในท้องด้วยซ้ำ ถ้าไม่พูดเดี๋ยวจะยิ่งโดนไอ้ตัวป๊ะป่าเซ้าซี้อีกแน่ๆ
แต่สรุปแล้ว ทำเป็นตัวอย่างดีกว่าพูดครับ เห็นได้ชัดเลย เพราะแม่หมี่ฮุ้นนานๆจะสอนให้เรียกซักที แต่พอเรียกแล้วหมี่ฮุ้นมักจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า เช็ดอึล้างก้น กินนม กล่อมนอน ได้ผลทันตาเห็น แต่ปะป๊าน่ะ เรียกแล้วก็ได้แต่เข้ามาฟัดซักสองที แถมยังเอาหนวดหรอมแหรมมาถูแก้มหนูให้ได้รำคาญอีกต่างหาก บางครั้งหนูแค่อยากเอาใจเลยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากให้ได้ยินบ้าง แต่ก็นั่นแหละ หนูจำต้องเรียกบ้างเพราะกลัวปะป๊าจะน้อยใจ
เป็งเป็งจ๋า เก๋าเกี้ยไหล่เซียวก๋า
กาเหลาะโคย หน่อเหลียบผา
ผาจุยจุย อาตี๋เค้า
ไอเจี่ยอิ่วจุย อิ่วจุยยังบ่วยพู้
อาตี๋เท้าไอ๊เจี่ยฮื้อ…
แปลประมาณว่า
เป็งเป็งจ๋า ลูกหมากัดกันเอง
ตกลงไปในคลอง มีแผลสองแผล
แผลนูนๆ เด็กร้องไห้
จะกินอิ่วจุย อิ่วจุยยังไม่เสร็จ
อาตี๋ก็ร้องจะกินปลา…
ยังไม่จบครับ เป็นภาษาแต้จิ๋ว เอามาจากอาม่า หม่าม้ามาร้องให้หมี่ฮุ้นฟังพร้อมตบมือไปด้วย
น่าแปลกใจที่หมี่ฮุ้นจะยิ้มหัวเราะได้ทุกทีที่ฟัง ขนาดเมื่อกี๊ปะป๊าร้องให้ฟังแบบมั่วๆหมี่ฮุ้นยังยิ้มเลย
สงสัยว่าโคลงชิ้นนี้จะมีโทนเสียง หรือจังหวะอะไรบางอย่างที่ถูกกับเด็ก เพราะเห็นอาม่าบอกว่าเด็กฟังแล้วยิ้มทุกคน
อยากรู้เหมือนกันว่าต้นตอที่มาเป็นยังไง คงต้องไปถามผู้รู้ต่ออีกทอดหนึ่ง
วันศุกร์ที่ผ่านมาปูหมี่ฮุ้นไปผ่าตัดทำบายพาสที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ผ่าตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงประมาณทุ่มกว่าๆ แต่ก่อนผ่าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมร่างกาย และเตรียมใจให้พร้อมล่วงหน้าแล้วสองคืน มีย่าไปนอนเป็นเพื่อนปู่ด้วย หมี่ฮุ้นเลยไม่ได้เจอปู่มาเกือบอาทิตย์แล้ว
หลังผ่าตัดเสร็จ ปู่เปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจไปสามเส้น เห็นหมอบอกว่าเอามาจากเส้นเลือดที่ขา เลยทำให้ตอนนี้นอกจากแผลยาวที่หน้าอกแล้ว ก็ยังมีแผลยาวที่ขาข้างขวาอีกด้วย
คุณพยาบาลบอกไม่ค่อยอยากให้พาหมี่ฮุ้นไปเยี่ยม เพราะว่าโรงพยาบาลนี้มีแต่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือที่น่ากลัวก็คือพวกโรคที่ติดต่อกันทางอากาศได้ เช่นพวกวัณโรค เด็กขนาดหมี่ฮุ้นยังมีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ไม่ควรพาไป
หมี่ฮุ้นเลยต้องนั่งกินเป็ดเหงาหงอยอยู่คนเดียว แงๆ
ตอนนี้หมี่ฮุ้นอายุครบเจ็ดเดือนแล้ว เริ่มซนมากขึ้น ตื่นปุ๊บคลานทันที ไม่มีหยุดนิ่ง เลยทำให้ลงไปนอนแอ้งแม้งข้างเตียงเป็นครั้งที่สองแล้ว
จากรูปจะเห็นว่าหมี่ฮุ้นมีฟันขึ้นสองซี่แล้ว ชอบใช้งานฟันทั้งสองซี่นี้มาก คว้าอะไรเป็นจับกัดตลอด เห็นกรามเล็กๆฟันเล็กๆอย่างนี้ กัดเจ็บมาก โดยเฉพาะนิ้วป๊านิ้วม้าจะกัดเจ็บเป็นพิเศษ ทีนิ้วตัวเองล่ะแค่อมๆเท่านั้นเอง
อีกอย่างที่หมี่ฮุ้นชอบเล่นมากก็คือเป่า แบบผมกำลังนอนชันเข่าอยู่ดีๆ หมี่ฮุ้นก็คลานมาเกาะแล้วก็เอาปากเป่าหัวเข่าผม เละไปหมด ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเด็กวัยนี้ไปเรียนการเป่าปาก เล่นน้ำลาย เป่าพุง เป่าหัวเข่ามาจากไหน ไม่ได้มีใครสอนมันซะหน่อย แต่เท่าที่ลองถามดูปรากฏว่าทำเหมือนๆกันหมด มันอยู่ในยีนหรือยังไงกัน
วันนี้ป๊าม๊าพาหมี่ฮุ้นไปเที่ยวห้าง ว่าจะไปดูเตียงไม้แบบปรับได้ที่เซ็นทรัล แต่ว่าไปผิดที่ สาขารามอินทราไม่มี มีแต่เตียงพลาสติกแบบที่มีอยู่แล้ว ก็ชวดไป เห็นเขาบอกว่าต้องไปที่ลาดพร้าวแทน
ระหว่างที่หม่าม๊ากำลังเลือกชุดชั้นในอยู่นั้น คนขายก็เข้ามาเล่นกับหมี่ฮุ้น แล้วถามผมว่า “ผู้ชายใช่ไม๊คะ” ผมก็หัวเราะแหะๆด้วยนึกอยู่แล้วว่าต้องโดนถามอย่างนั้น “ผู้หญิงครับ” คนขายก็ทำหน้าเจื่อนบอก “อ๋อ เด็กๆก็อย่างนี้ล่ะค่ะ หน้าเหมือนผู้ชาย ลูกสาวหนูก็หน้าเหมือนผู้ชายตอนอายุขนาดนี้ ยิ่งผมสั้นๆอย่างนี้ยิ่งเหมือนใหญ่”
คนขายคนนี้เขามีลูกสามคนแล้ว ลูกคนเล็กอายุเก้าเดือน ผมฟังแล้วก็อึ้งอยู่ อะไรกันฟะ มีแค่หมี่ฮุ้นคนเดียว(แม่มัน)ยังเหนื่อยเลย ถ้ามีหมี่ฮุ้นเพิ่มมาอีกสองตัวจะเหนื่อยขนาดไหน
ถ้าเจอกันคราวหน้าคงจะต้องถามเทคนิคเขาซะหน่อยว่าเลี้ยงได้ยังไงสามคน ถ้าให้เดาก็คงเป็นว่า ที่บ้านมีทั้งปู่ยาตายายคอยช่วยเลี้ยงแน่ๆ
ครอบครัวสมัยโบราณครับ ครอบครัวขยายแบบไทยๆที่ดูเหมือนจะมีเหตุมีผลในตัวมันเอง พ่อแม่แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ทำงานไปเลี้ยงลูกไป ตอนกลางวันก็ปล่อยให้ปู่ย่าดูแล ซึ่งปู่ย่าก็มักจะไม่ได้มีอายุมากมาย ยังพอวิ่งตามไอ้ตัวเล็กทันอยู่
สมัยปัจจุบัน นอกจากจะแยกตัวออกไปอยู่กันเองแล้ว ยังแต่งงานมีลูกกันช้ามาก ปู่ย่าตายาย อายุมากเกิน จะปล่อยให้เลี้ยงลูกให้ตลอดก็ลำบาก แทนที่แก่แล้วจะได้นอนตีพุงพักผ่อน กลับต้องมาคอยวิ่งตามไอ้ตัวเล็ก ครอบครัวสมัยใหม่ก็เลยต้องจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงให้แทน
เคยนึกอยู่เหมือนกันว่าจะจ้างพี่เลี้ยงมาเลี้ยงหมี่ฮุ้น แต่ตกลงกับแม่มันแล้วว่า อย่าเพิ่งเลย ไหนๆแม่มันก็ไม่ได้ทำงานนอกบ้านอยู่แล้ว จะไปจ้างใครมาเลี้ยงทำไม แถมแม่มันยังมีความสุขอยู่กับการเป็นแม่มืออาชีพอยู่ก็ปล่อยเขาไป ใครจะมาเลี้ยงลูกเราได้ดีเท่าตัวเราเอง จริงไหม?

โอย…ตั้งแต่ไอ้ตัวเล็กคลานเป็น ปีนเป็น และกำลังจะยืนเป็นก็ทำให้ป๊าม้าปวดหัวกันพอควร ตั้งแต่หมี่ฮุ้นคลานจนตกเตียงคราวที่แล้ว แทนที่จะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น กลับยิ่งได้ใจ คราวนี้ปีนมั่วเลย หมอนกั้นคอกไว้ก็เอาไม่อยู่ สงสัยต้องหาซื้อคอก หรืออุปกรณ์กั้นเตียงอะไรซักอย่างมาใช้แล้ว หรือไม่ก็คงต้องหาเตียงเด็กใหม่อีกซักเตียงหนึ่ง อันนี้ดูใช้ได้ แถมยังทำเป็นเตียงใหญ่ตอนโตแล้วได้ด้วย น่าสนใจ
ตอนนี้พอหมี่ฮุ้นตื่นปุ๊ปก็จะเริ่มคลานและปีนทันที ไม่มีอยู่นิ่ง เลยคลาดสายตาไม่ได้เลย เมื่อกี๊ป๊าเลยบอกม้าว่าเดี๋ยวจะตัดขาหมี่ฮุ้นทิ้งซะเลย จะได้นอนนิ่งๆเอิ๊กอ้ากเหมือนเดือนที่แล้ว ฮ่า
มันก็คงเป็นเรื่องปกตินะ คนเราพอได้เรียนรู้ว่าสามารถทำอะไรได้ หรือมีอิสรภาพทำอะไรซักอย่างแล้ว จะไปจำกัดสิทธินั้นก็คงยาก หมี่ฮุ้นรู้ว่าสามารถพลิกคว่ำแล้วคลานได้ คราวนี้ไม่เคยที่จะนอนหงายให้ใส่แพมเพิร์สนิ่งๆเลย
งั้นต่อไปโตแล้ว พอหมี่ฮุ้นรู้ว่า อยู่กับเพื่อนนอกบ้านทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีคนมาบังคับ หมี่ฮุ้นจะกลับบ้านมาทำไมล่ะเนี่ย…เอ คิดไกลไปรึเปล่าหว่า


























