เมื่อวันก่อนหม่าม้าหมี่ฮุ้นตั้งข้อสังเกตุว่า เอ…ตอนที่ลูกยังพูดไม่ได้นี่ลูกจะคิดอะไร (หรือแม้กระทั่ง คิดหรือไม่)
ปกติผู้ใหญ่อย่างเราๆ เวลาคิดก็คิดเป็นภาษา แล้วแต่ใครถนัดภาษาอะไรก็คิดภาษานั้น ความคิดสำหรับผู้ใหญ่ก็เป็นแค่การ “พูดในใจ” หรือ “พูดในใจประกอบภาพ” เท่านั้น

Previous research found that infants are sensitive to the acoustic variations in languages that adults can no longer hear. For instance, an adult native-English speaker will not hear all of the sounds of Korean and vice versa. Infants hear these subtleties and lose this awareness as their language skills develop over the first year of life.
จาก exploration.vanderbuilt.edu

จากข้อมูลรีเสิร์ชพบว่า เด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้นั้น มีความสามารถในการรับรู้และแยกแยะความแตกต่างในเสียงที่ได้ยิน มากกว่าผู้ใหญ่ที่รู้ภาษาแล้วเสียอีก ซึ่งถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆก็เช่น ถ้าเราถามคนที่พูดภาษาอังกฤษ เป็นภาษาหลักสักคนหนึ่ง ว่าสามารถแยกชุดคำเหล่านี้ได้หรือไม่ - ใคร ไข่ ไข้ ไคล้ ไข - ก็จะพบว่าคนๆนั้น จะแทบไม่ได้ยินความแตกต่างของเสียงพวกนี้เลย ไม่ต้องพูดถึงความหมายด้วยซ้ำ
อ่านต่อ »

ครบเดือนที่หก หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าคนใกล้ชิดได้แล้ว แถมยังติดพ่อติดแม่และติดมือด้วย
เมื่อวานหม่าม้าอยากไปชอปปิ้ง ก็เลยฝากหมี่ฮุ้นไว้กับอาม่าที่บ้านเหล่าอี๊ (น้องของอาม่า) อยู่ประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง หมี่ฮุ้นเริ่มเบะ ออกอาการไม่คุ้นที่ทาง ใครเข้ามาเล่นก็เบะ โดยเฉพาะผู้ชาย ถึงขนาดแค่เห็นหน้าก็เบะแล้ว
บอกตามตรง ปะป๊าชอบหมี่ฮุ้นตอบเบะมากๆ อยากเห็นมาก อยู่บ้านหมี่ฮุ้นไม่ค่อยเบะ ถ้าไม่พอใจก็แค่ส่งเสียงอื้ออ้าๆ หรือบิดตัวพร้อมกับส่งเสียง แต่อาการเบะแบบเหงาเศร้าและน้อยใจนี่หายาก
สมัยก่อนตอนที่หมี่ฮุ้นยังจำหน้าใครไม่ได้แล้วเบะเนี่ย เข้าใจว่าเกิดมาจากสัญชาติญาณพื้นฐาน เช่น คนอุ้มอุ้มแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง หรือกลิ่นและความรู้สึกที่ได้รับจากคนๆนั้น ผิดแปลกไปจากที่คุ้นเคย ก็มีโอกาสทำให้หมี่ฮุ้นเบะได้
แต่พอมาตอนนี้ที่หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าได้แล้ว ปัจจัยที่ทำให้เบะก็เพ่ิมมากขึ้นกว่าแค่อะไรเบสิคๆ
ก็ปกติครับ ตามตำราเขาว่าแหละ ไม่ได้ต้องแก้ไขหรือต้องทำอะไร แต่ผมก็คิดอยู่ว่าคงจะต้องพาหมี่ฮุ้นออกไปเที่ยวนอกบ้านบ่อยขึ้น ให้เล่นกับคนแปลกหน้าบ้าง โดยให้ความมั่นใจกับหมี่ฮุ้นให้เต็มที่ว่าปะป๊าหม่าม้าไม่ได้หายไปไหน แล้วคนแปลกหน้า สถานที่แปลกๆก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรหมี่ฮุ้น ซึ่งผมก็ถือว่าการเสริมสร้างความอบอุ่น และมั่นใจให้กับหมี่ฮุ้นในวัยขนาดนี้ น่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการเข้าสังคมต่อไปในอนาคต …แหมอย่าหาว่าเว่อร์เลย แต่ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆนะ ช่วงที่หมี่ฮุ้นยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พึ่งพ่อแม่เนี่ย มันน่าจะเป็นช่วงที่วางรากฐานสภาพจิตใจที่สำคัญที่สุดเลย

Blogged with the Flock Browser
Note on June 23rd, 2008
http://mehoon.enaweb.com/wp-content/uploads/videos/sitting.flv

วันนี้หมี่ฮุ้นนั่งทรงตัวอยู่ได้ด้วยตัวเองนานทีเดียว ดีที่เก็บภาพวิดีโอไว้ได้
มีแกลเลอรี่ใหม่ให้ดูด้วยครับ รูปไม่เยอะเท่าไหร่

วันนี้หมี่ฮุ้นตัวร้อน วัดอุณหภูมิที่จั๊กกะแร้ได้ 37.8 องศา ป๊าม้าตกใจมาก กลัวลูกชัก ในขณะที่หมี่ฮุ้นยังทำหน้าทะเล้นได้อยู่ ให้กินยาลดไข้ไปแล้วครึ่งช้อนชา เช็ดตัวแล้ว ดูเหมือนจะดีขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป

edit: หมี่ฮุ้นหายแล้ว ไข้ลดแล้ว วัดจั๊กกะแร้ได้ใหม่ที่ประมาณ 36.5

Blogged with the Flock Browser
Note on June 13th, 2008

Definitely, Maybeปกติผมชอบดูหนังแนว chick flick อยู่แล้ว chick flick ผสม romantic comedy ยิ่งชอบใหญ่ แต่แม่หมี่ฮุ้นไม่ชอบ แง…
วันก่อนนู้นพูดถึงเรื่อง Juno ในบล็อกหมี่ฮุ้น เพราะชอบ ดูแล้วน่าคิด น่าจำไว้สอนลูก คราวนี้แอบดูเรื่อง Definitely, maybe คนเดียวตอนตีหนึ่ง กะเอาขำ ไม่คิดอะไรมาก แต่ดูแล้วกึ่มๆดี ชอบ โดยเฉพาะสำหรับคนอารมณ์ nostalgic แบบผม
เรื่องนี้ตัวพ่อ ซึ่งกำลังจะหย่ากับตัวแม่ เล่าประวัติชีวิตรักของตัวเองให้ลูกฟัง (น้อง Abigail Breslin ที่เคยเล่น Little Miss Sunshine) เป็นนิทานก่อนนอน โดยที่พ่อไม่ได้บอกว่า ผู้หญิงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพ่อทั้งสามคนนั้น คนไหนเป็นแม่ของลูก
น้อง Abigail น่ารักสุดๆ สมัยดู Little Miss Sunshine น้องแกก็ขำๆ แต่เรื่องนี้ออกจะเป็นเด็กน่ารัก ดูเป็นธรรมชาติดี
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพราะว่า สถานการณ์ของพระเอก เป็นสถานการณ์ที่เรามักจะเห็นในครอบครัวสมัยใหม่มากขึ้น (ตอนต้นเรื่องเขาบอกว่า คู่รักที่หย่ากัน อยู่กันไม่ยืดมีถึง 46%) คนที่ตกเป็นจำเลย หรือแพะรับบาปในครอบครัวแบบนี้ ก็คงเป็นตัวลูก ซึ่งเรื่องนี้ มีวิธีและมุมมองในการบอกลูกที่ต่างไป ออกแนวแฮปปี้ๆ ซะด้วยซ้ำ

Blogged with the Flock Browser

แนะนำเวปใหม่ www.totspot.com กึ่งๆ social networking แต่ทำเพื่อเด็กทารกและครอบครัวโดยเฉพาะ เหมือนเป็นพวก hi5, myspace อะไรทำนองนั้นแต่แนวน่ารักแบบเด็กๆ เอาไว้เก็บข้อมูลลูกได้ แต่ว่าดูได้เฉพาะสมาชิกเวปเท่านั้น

ไม่ได้อัพเดทบล็อกหมี่ฮุ้นซะนาน ช่วงนี้ผมยุ่งๆ แต่จะอ้างก็ไม่ได้หรอก เพราะว่าถึงจะยุ่งแค่ไหน เวลาที่ให้ลูกก็ต้องมาก่อน จริงหรือเปล่า?
หมี่ฮุ้นอายุห้าเดือนหน่อยๆแล้ว ว่าจะเอาแกลลอรี่ใหม่ขึ้น แต่ว่าข้ามไปซักเดือนดีกว่า เดือนนี้รูปน้อยด้วย ไม่ค่อยได้ถ่าย รอให้ผมมันขึ้นดูหญิงกว่านี้หน่อยก่อน เอารูปขึ้นคราวหน้าจะได้ดูเหมือนมีอะไรแปลกใหม่ น่าตื่นเต้นบ้างไงครับ
อายุเข้าห้าเดือนนี่ ตามตำราเขาบอกว่าจะสนใจฟังเพลง สนใจดูสี เริ่มใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆนอกจากปากบ้าง (ประสาทรับรู้รสรู้สึกจะเด่นเป็นพิเศษมาตลอด อะไรๆก็จับดูด จับกัดหมดช่วงที่ผ่านมา) แล้วก็ชอบดูถุงเท้าตัวเอง ซึ่งตำราเขาก็แนะนำให้ใส่ถุงเท้าสีสดใสให้ลูกดู
หมี่ฮุ้นเนี่ย…ตรงตามตำราเป๊ะ พรีดิ๊กเทเบิ้นมาก จะมีอะไรเก่ง เด่นเหนือเด็กวัยเดียวกันล่ะไม่มีเลย สนใจถุงเท้าก็ใช่ สนใจสีก็ใช่ ชอบฟังเพลงก็ใช่ ชอบเอาของเข้าปากก็ใช่ เอ…หรือว่าชอบเอาถุงเท้าที่ใส่อยู่เข้าปากนี่ จะเรียกว่าแอ๊ดว้านซ์ได้หว่า คือท่ามันแอ๊ดว้านซ์จริงๆนะ ไม่เชื่อลองทำดู นั่งขัดสมาธิแล้วก้มลงไปงับถุงเท้าน่ะ :D (ขอปะป๊าภูมิใจอะไรซักอย่างเหอะลูก นะนะ)
แปลกนะ ใครๆก็อยากให้ลูกตัวเองเก่งกว่าคนอื่น หรือมีอะไรเหนือกว่าคนอื่น อะไรๆก็ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น สมมติว่าลูกเราไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นเลยจะเป็นไงล่ะ จะไม่มีอะไรให้เราไปคุยทับชาวบ้านงั้นเหรอ

…สมมติว่าเร่งเวลาผ่านไปเจ็ดปี
ผมอยู่ในวงเพื่อนร่วมรุ่นสมัยประถม ต่างคนต่างบอกว่าลูกเขาสอบได้ที่หนึ่ง ลูกเขาเล่นกีฬาเก่งงั้นงี๊ ลูกเขาได้เป็นตัวแทนไปตอบปัญหานู่นนี่ ส่วนลูกผมเหรอ? “แหม ลูกกูนะ เหมือนกูเลย มันนั่งอึพร้อมกับอ่านหนังสือได้เป็นชั่วโมงๆเลยนะเว้ย ภูมิใจ” ฮ่า…

ปะป๊าหวังว่าหมี่ฮุ้นจะเป็นแค่เด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้เก่งอะไรซักอย่าง ไม่ได้มีอะไรดีเด่นเป็นพิเศษนะลูกนะ ขอเป็นแค่เด็กธรรมดา รักตัวเอง รักพ่อรักแม่ก็พอแล้ว

Blogged with the Flock Browser

Tags:

Note on June 3rd, 2008

Goi on May 28th, 2008

หลังจากไว้ผมทรง gothic ด้วยฝีมือคุณย่าแล้ว มาม้าก็ว่าไหนๆก็ไหนๆ ตัดสั้นมันซะเลยละกัน

พบกับโฉมใหม่ หมี่ฮุ้นเด็กแนว

 

newhairstyle1 newhairstyle2

เห็นว่าคอมเม้นท์นี้น่าสนใจ เลยต้องยกมาไว้ขึ้นเป็นโพสต์ใหม่เลยแล้วกัน ขอบคุณแอน แม่น้องภูมิ แม่นู๋จิ๊บ(ที่ยกมาจาก pantip.com) จ้ะ อ้อของออริจินอลภาคภาษาอังกฤษหาอ่านได้ที่ msnbc.com แต่ไทยรัฐก็แปลมาใช้ได้แล้วล่ะ

ห้ามให้เด็กไม่ถึง 6 เดือนกินน้ำมาก จะเป็นโรค ‘เมา น้ำ’ ขึ้นจนถึงแก่ชีวิต
หมอของศูนย์เด็กจอห์น ฮอบกิ้นส์ของสหรัฐฯ บอกเตือนผู้ที่เป็นพ่อแม่ว่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกซึ่งอายุยังไม่ถึง 6 เดือนดี กินน้ำมากนัก เพราะอาจทำให้ไม่สบาย มีอาการที่เรียกว่า “เมาน้ำ” ซึ่งคุกคามต่อชีวิตได้

ดร.เจนนิเฟอร์ แอนเดอส์ แพทย์กุมารเวช กล่าวให้ฟังว่า “ทารกขนาดนี้ แม้ว่าตัวจะยังเล็กอยู่ แต่ก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับความกระหาย หรือเกิดความกระหายน้ำสมบูรณ์แล้ว แต่ของ เหลวที่ควรจะให้ดื่ม ควรจะเป็นนมแม่หรือนมผสมเท่านั้น เพราะไตของเด็กยังโตไม่เต็มที่ การปล่อยให้กินน้ำมาก อาจทำให้ร่างกายปล่อยโซเดียม ทิ้งไปกับปริมาณน้ำที่มากเกินนั้น การสูญเสียโซเดียม จะทำให้การทำงานของสมองขัดข้อง อาการแรกเริ่มของการเมาน้ำ อาจจะมีตั้งแต่กระสับกระส่าย อุณหภูมิของร่างกายตก หน้าตาบวมและอาจชักได้

หมอเจนนิเฟอร์บอกว่า อาการมันค่อนข้างจะลับๆ ล่อๆ อาการตอนแรกจะดูไม่ค่อยออก จนกว่าพ่อแม่จะเห็นจากอาการชัก แต่หากว่ารีบให้หมอดูได้เร็ว ก็คงจะไม่เป็นอยู่นาน

หมอกับคณะให้คำแนะนำว่าไม่ควรจะให้น้ำในฐานะที่เป็นเครื่องดื่มกับทารกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือนดี รวมทั้งพ่อแม่ไม่ควรจะให้นมผสมที่เจือจางเกิน ไป ตลอดจนเครื่องดื่มสำหรับเด็กที่มีสารเกลือ แร่ด้วย ส่วนทารกที่โตกว่านั้น ในบางกรณีอาจ จะให้น้ำเล็กน้อยได้ เพื่อกันท้องผูกหรือในยามอากาศร้อน แต่ควรจะปรึกษากับหมอดูก่อน และควรจะให้แต่ละครั้งไม่เกิน 30-60 ซีซี หากว่าพ่อแม่คนใดคิดว่าลูกของตัวมีอาการเมาน้ำ หรืออาการชัก ควรจะพาไปหาแพทย์ ทันที.
จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันที่26พค.2551

จากคุณ : แม่นู๋จิ๊บ - [ 26 พ.ค. 51 09:41:43 ]