สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี่มาม้าปาป๊างงกับหมี่ฮุ้นมาก ไม่รู้มาม้าเผลอกินสเตียรอยด์เข้าไปหรือยังไง หมี่ฮุ้นจากที่เพิ่งนั่งหลังตรงเองได้ตอนครบหกเดือนเมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อน ก็เริ่มกระดืบไปข้างหน้าเป็น หลังจากนั้น 1-2 วันก็คลานอย่างเป็นทางการ เสร็จก็สามารถยันตัวเองจากท่านอนขึ้นมานั่งได้เอง แล้วก็คลานเอาจริงเอาจัง ทีแรกก็ยังปล่อยให้คลานบนเตียงโดยเอาหมอนกันไว้รอบๆไม่ให้ตกเตียงได้ แต่เมื่อสองคืนก่อนขณะที่มาม้ากำลังซักผ้าเช็ดหน้าหมี่ฮุ้นง่วนอยู่ ปาป๊าก็ดูหนังผีกำลังมันได้ที่ มาม้าก็ได้ยินเสียงตึง! หันไปที่เตียง อ้าว! ทำไมบนเตียงไม่มีหมี่ฮุ้น มาม้าใจหายวาบ มองไปเห็นหมี่ฮุ้นลงมานอนแอ้กอยู่ข้างเตียง ปาป๊ามาม้าวิ่งไปหา หมี่ฮุ้นก็ร้องไห้จ้า ปรากฏว่าหมี่ฮุ้นเกิดยันขายืนขึ้นเองได้แล้ว ก็เลยหัวทิ่มข้ามหมอนตกลงมา ดีที่ไม่เป็นอะไรมากนอกจากได้หัวโนมาประดับหน้าผากเป็นอันแรกของชีวิตหมี่ฮุ้นน้อย…
ปล. Another first ฟันซี่แรกโผล่ออกมาแล้วจ้ะ ดีที่ไม่มีอาการร้องไห้โยเยอย่างที่ได้ยินมา อึดดีจริงๆเลยลูก
วันนี้พาหมี่ฮุ้นไปฉีดวัคซีนตอนครบเดือนที่หก เพื่อป้องกันโรคหกชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบB(HBV) คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก(DTP) โปลิโอ(OPV/IPV) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ(Hib)
คุณหมอบอก “คุณแม่จับขา คุณพ่อจับแขนเลยค่ะ ให้น้องนอนลง” ผมจับแขนไปก็เล่นกับหมี่ฮุ้นไป เผื่ออีหนูมันจะลืมเจ็บ แต่ไม่เป็นผล เพราะว่าพอเข็มยาวขนาดเกือบสองนิ้วจิ้มเข้าไปที่ต้นขาหมี่ฮุ้นปั๊บ จากหน้าตายิ้มเล่นอยู่ดีๆก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด ร้อง “อื๊ออออออ…” ขมวดคิ้ว บิดตัวนิดหน่อย แต่ยังดีที่ไม่ร้องไห้ อึดดีมากลูก
http://mehoon.enaweb.com/wp-content/uploads/videos/airportwaunt.flv
เมื่อวานหมี่ฮุ้นไปส่งอี๊หลิงที่สนามบิน ปะป๊าจับภาพอี๊หลิงกะอี๊เก๋กระทำทารุณกรรมหนูได้พอดี เป็นเด็กก็งี๊แหละ ใครจะทำอะไรก็ได้ หนูไม่มีทางสู้
ตอนหมี่ฮุ้นเกิดใหม่ๆ ปาป๊ามาม้าก็ตกลงกันไว้ว่ามาม้าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกเองไปซัก 6 เดือนแล้วค่อยออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะมาม้าปาป๊ากลัว ไม่อยากจ้างคนเลี้ยงมาเลี้ยงลูกตอนยังเล็กมาก แล้วหมี่ฮุ้นก็จะได้กินนมแม่นานๆหน่อยด้วย ตอนนี้ 6 เดือนแล้ว ปาป๊ามาม้าก็ยังกลัวอยู่ดี นอกจากกลัวแล้วก็ยังไม่อยากพลาดอะไรๆครั้งแรกของชีวิตลูกเพราะมัวแต่ไปรถติดอยู่นอกบ้านอีกด้วย เดือนๆผ่านไปเร็วเหลือเกิน หมี่ฮุ้นกับปาป๊ามาม้าเรียนรู้อะไรใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน อย่างเมื่อวานนี้มาม้าพาหมี่ฮุ้นไปบ้านอี๊หลิงครึ่งวัน กลับมาบ้านปั๊บก็มีความสามารถใหม่มาโชว์ให้ปาป๊าดูว่าหมี่ฮุ้นคลานขึ้นหน้าได้แล้วนะจ๊ะ จากที่เคยได้แต่ถอยหลัง คราวนี้เราต้องระวังกันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ปาป๊ามาม้าก็เลยคิดกันว่าจะดูไปอีกซัก1-2เดือน ถ้างานการของปาป๊าเข้าที่เข้าทาง มาม้าก็คงจะอยู่บ้านเลี้ยงหมี่ฮุ้นไปจนถึงซักปีนึง แม่คนอื่นๆที่เค้าสามารถทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยนี่เค้าเก่งมหาเก่งจริงๆ มาม้าไม่อยากเช้าออกไปทำงานลูกยังไม่ตื่น ค่ำรถติดกว่าจะกลับถึงบ้านลูกก็หลับไปแล้ว อาจจะทำให้เรามีเงินมากขึ้น แต่ต้องให้คนอื่นๆมาบอกว่าลูกพูดได้แล้วนะ ลูกเดินได้แล้วนะ ชีวิตมันเศร้าจริงๆ เรายอมเงินน้อยหน่อยกันดีกว่านะลูกนะ
เมื่อวันก่อนหม่าม้าหมี่ฮุ้นตั้งข้อสังเกตุว่า เอ…ตอนที่ลูกยังพูดไม่ได้นี่ลูกจะคิดอะไร (หรือแม้กระทั่ง คิดหรือไม่)
ปกติผู้ใหญ่อย่างเราๆ เวลาคิดก็คิดเป็นภาษา แล้วแต่ใครถนัดภาษาอะไรก็คิดภาษานั้น ความคิดสำหรับผู้ใหญ่ก็เป็นแค่การ “พูดในใจ” หรือ “พูดในใจประกอบภาพ” เท่านั้น
Previous research found that infants are sensitive to the acoustic variations in languages that adults can no longer hear. For instance, an adult native-English speaker will not hear all of the sounds of Korean and vice versa. Infants hear these subtleties and lose this awareness as their language skills develop over the first year of life.
จาก exploration.vanderbuilt.edu
จากข้อมูลรีเสิร์ชพบว่า เด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้นั้น มีความสามารถในการรับรู้และแยกแยะความแตกต่างในเสียงที่ได้ยิน มากกว่าผู้ใหญ่ที่รู้ภาษาแล้วเสียอีก ซึ่งถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆก็เช่น ถ้าเราถามคนที่พูดภาษาอังกฤษ เป็นภาษาหลักสักคนหนึ่ง ว่าสามารถแยกชุดคำเหล่านี้ได้หรือไม่ - ใคร ไข่ ไข้ ไคล้ ไข - ก็จะพบว่าคนๆนั้น จะแทบไม่ได้ยินความแตกต่างของเสียงพวกนี้เลย ไม่ต้องพูดถึงความหมายด้วยซ้ำ
อ่านต่อ »
ครบเดือนที่หก หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าคนใกล้ชิดได้แล้ว แถมยังติดพ่อติดแม่และติดมือด้วย
เมื่อวานหม่าม้าอยากไปชอปปิ้ง ก็เลยฝากหมี่ฮุ้นไว้กับอาม่าที่บ้านเหล่าอี๊ (น้องของอาม่า) อยู่ประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง หมี่ฮุ้นเริ่มเบะ ออกอาการไม่คุ้นที่ทาง ใครเข้ามาเล่นก็เบะ โดยเฉพาะผู้ชาย ถึงขนาดแค่เห็นหน้าก็เบะแล้ว
บอกตามตรง ปะป๊าชอบหมี่ฮุ้นตอบเบะมากๆ อยากเห็นมาก อยู่บ้านหมี่ฮุ้นไม่ค่อยเบะ ถ้าไม่พอใจก็แค่ส่งเสียงอื้ออ้าๆ หรือบิดตัวพร้อมกับส่งเสียง แต่อาการเบะแบบเหงาเศร้าและน้อยใจนี่หายาก
สมัยก่อนตอนที่หมี่ฮุ้นยังจำหน้าใครไม่ได้แล้วเบะเนี่ย เข้าใจว่าเกิดมาจากสัญชาติญาณพื้นฐาน เช่น คนอุ้มอุ้มแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง หรือกลิ่นและความรู้สึกที่ได้รับจากคนๆนั้น ผิดแปลกไปจากที่คุ้นเคย ก็มีโอกาสทำให้หมี่ฮุ้นเบะได้
แต่พอมาตอนนี้ที่หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าได้แล้ว ปัจจัยที่ทำให้เบะก็เพ่ิมมากขึ้นกว่าแค่อะไรเบสิคๆ
ก็ปกติครับ ตามตำราเขาว่าแหละ ไม่ได้ต้องแก้ไขหรือต้องทำอะไร แต่ผมก็คิดอยู่ว่าคงจะต้องพาหมี่ฮุ้นออกไปเที่ยวนอกบ้านบ่อยขึ้น ให้เล่นกับคนแปลกหน้าบ้าง โดยให้ความมั่นใจกับหมี่ฮุ้นให้เต็มที่ว่าปะป๊าหม่าม้าไม่ได้หายไปไหน แล้วคนแปลกหน้า สถานที่แปลกๆก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรหมี่ฮุ้น ซึ่งผมก็ถือว่าการเสริมสร้างความอบอุ่น และมั่นใจให้กับหมี่ฮุ้นในวัยขนาดนี้ น่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการเข้าสังคมต่อไปในอนาคต …แหมอย่าหาว่าเว่อร์เลย แต่ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆนะ ช่วงที่หมี่ฮุ้นยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พึ่งพ่อแม่เนี่ย มันน่าจะเป็นช่วงที่วางรากฐานสภาพจิตใจที่สำคัญที่สุดเลย
วันนี้หมี่ฮุ้นนั่งทรงตัวอยู่ได้ด้วยตัวเองนานทีเดียว ดีที่เก็บภาพวิดีโอไว้ได้
มีแกลเลอรี่ใหม่ให้ดูด้วยครับ รูปไม่เยอะเท่าไหร่
วันนี้หมี่ฮุ้นตัวร้อน วัดอุณหภูมิที่จั๊กกะแร้ได้ 37.8 องศา ป๊าม้าตกใจมาก กลัวลูกชัก ในขณะที่หมี่ฮุ้นยังทำหน้าทะเล้นได้อยู่ ให้กินยาลดไข้ไปแล้วครึ่งช้อนชา เช็ดตัวแล้ว ดูเหมือนจะดีขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
edit: หมี่ฮุ้นหายแล้ว ไข้ลดแล้ว วัดจั๊กกะแร้ได้ใหม่ที่ประมาณ 36.5
ปกติผมชอบดูหนังแนว chick flick อยู่แล้ว chick flick ผสม romantic comedy ยิ่งชอบใหญ่ แต่แม่หมี่ฮุ้นไม่ชอบ แง…
วันก่อนนู้นพูดถึงเรื่อง Juno ในบล็อกหมี่ฮุ้น เพราะชอบ ดูแล้วน่าคิด น่าจำไว้สอนลูก คราวนี้แอบดูเรื่อง Definitely, maybe คนเดียวตอนตีหนึ่ง กะเอาขำ ไม่คิดอะไรมาก แต่ดูแล้วกึ่มๆดี ชอบ โดยเฉพาะสำหรับคนอารมณ์ nostalgic แบบผม
เรื่องนี้ตัวพ่อ ซึ่งกำลังจะหย่ากับตัวแม่ เล่าประวัติชีวิตรักของตัวเองให้ลูกฟัง (น้อง Abigail Breslin ที่เคยเล่น Little Miss Sunshine) เป็นนิทานก่อนนอน โดยที่พ่อไม่ได้บอกว่า ผู้หญิงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพ่อทั้งสามคนนั้น คนไหนเป็นแม่ของลูก
น้อง Abigail น่ารักสุดๆ สมัยดู Little Miss Sunshine น้องแกก็ขำๆ แต่เรื่องนี้ออกจะเป็นเด็กน่ารัก ดูเป็นธรรมชาติดี
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพราะว่า สถานการณ์ของพระเอก เป็นสถานการณ์ที่เรามักจะเห็นในครอบครัวสมัยใหม่มากขึ้น (ตอนต้นเรื่องเขาบอกว่า คู่รักที่หย่ากัน อยู่กันไม่ยืดมีถึง 46%) คนที่ตกเป็นจำเลย หรือแพะรับบาปในครอบครัวแบบนี้ ก็คงเป็นตัวลูก ซึ่งเรื่องนี้ มีวิธีและมุมมองในการบอกลูกที่ต่างไป ออกแนวแฮปปี้ๆ ซะด้วยซ้ำ
