Note on July 15th, 2010

บรึ๊ยยยย… ผ่านไปแล้วเจ็ดเดือนจากโพสต์สุดท้าย นอกจากงานยุ่ง ได้อยู่กับหมี่ฮุ้นน้อยลง อยู่นอกบ้านมากขึ้นแล้ว ก็คงต้องยอมรับว่าเห่อน้อยลง…มั๊ง

จริงๆแล้ว เจ็ดเดือนนี่มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะบันทึกไว้เยอะอยู่ โดยเฉพาะเรื่องพัฒนาการทางภาษาของหมี่ฮุ้น พวกการใช้ศัพท์ที่จำผู้ใหญ่มาพูด แล้วมาใช้เองแบบขำๆ นี่มีให้ฟังได้ทุกวัน เสียดายที่ปะป๊ามันขี้เกียจ…แหะๆ

เอาซักเรื่องนึงแล้วกัน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ปะป๊าทำตัวดี อยู่บ้านให้หมี่ฮุ้นเห็นหน้าไม่มีขาด หมี่ฮุ้นก็เลยเริ่มรักปะป๊าขึ้นมาบ้าง สามารถเป็นตัวจริงของเธอได้ถ้าแถวนั้นไม่มีหม่าม้า อาม่า ปู่จ๋า ย่าจ๋าอยู่

เมื่อวานหม่าม้าไปทำกับข้าวเย็นในครัว เปิดซินเดอเรลล่าให้หมี่ฮุ้นดู ในขณะที่ปะป๊านั่งเล่น Facebook อยู่ในห้องข้างๆ

อยู่ดีๆ หมี่ฮุ้นเกิดเหงาอะไรไม่รู้ เดินเข้ามาในห้องปะป๊า ดึงมือปะป๊าจากแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊ค แล้วพูดว่า “ปะป๊าออกไปดูแลหมี่ฮุ้นนิดหน่อยนะคะ” …หึหึ จะไปปฏิเสธไหวเร้อ น่ารักขนาด :D

Note on October 8th, 2009

Note on July 23rd, 2009

เมื่อกี๊หมี่ฮุ้นโดนปะป๊าตี

หมี่ฮุ้นชอบเอาเล็บมาข่วนหน้าปะป๊า ชอบกัด ชอบจิก พอปะป๊าเจ็บร้องโอ๊ย หมี่ฮุ้นก็หัวเราะชอบใจ (แต่ปะป๊าไม่ชอบใจด้วย เพราะเจ็บมาก หมี่ฮุ้นไม่ยั้งเลย)

ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ มันเขี้ยวสุดๆ พอดุไปก็ไม่เคยหยุด ทั้งปะป๊าหม่าม้าบอกให้ขอโทษก็ยกมือขอโทษแล้วก็แกล้งปะป๊าต่อด้วยความเมามัน

เมื่อกี๊หมี่ฮุ้นเอาอีก ทั้งข่วนทั้งจิกหน้าปะป๊า จับมือหมี่ฮุ้น มองหน้าแล้วบอก “หยุดนะหมี่ฮุ้น ทำอีกปะป๊าจะตีนะ” หมี่ฮุ้นไม่ฟัง ข่วนต่อ

ปะป๊าเลยจับมือซ้ายหมี่ฮุ้นมาตี เพี๊ย! สองที แรงขนาดปะป๊าเองยังเจ็บมือ หมี่ฮุ้นชะงัก หน้าเสียปากเบะแล้วร้อง “โอ๊ยเจ็บ โอ๊ยเจ็บ” รีบลงจากเตียงไปเกาหน้าประตูห้องน้ำที่หม่าม้าอาบน้ำอยู่ ร้องไห้ฮือๆ…

โอย… จะบอกว่าไอ้ตอนเห็นหน้าหมี่ฮุ้นเบะ แล้วก็ร้องน่ะ ปะป๊าแทบจะหัวใจสลาย อยากจะรีบดึงหมี่ฮุ้นเข้ามากอดและปลอบ ปะป๊ารู้สึกแย่สุดๆ อยากเอาหัวทิ่มชักโครกตายไปเดี๋ยวนั้น

จริงๆเดี๋ยวนี้ ถ้าหมี่ฮุ้นหกล้ม เดินไม่ดูเอาหัวไปชนขอบโต๊ะ แล้วร้องไห้ ปะป๊าก็ไม่ค่อยได้เข้าไปโอ๋ไปปลอบ เพราะว่ามันทำเอง เดี๋ยวมันก็หายเอง ไม่เห็นจะเป็นอะไร ซึ่งหมี่ฮุ้นก็ร้องแอะเดียว หายตกใจ หายเจ็บก็เลิก

แต่ว่าครั้งนี้ หมี่ฮุ้นเจ็บและตกใจเพราะน้ำมือปะป๊าเอง มันผิดกันเยอะเลย… แบบว่าโอย คิดแล้วยังเศร้าอยู่เลย

หมี่ฮุ้นจ๋า ปะป๊ารักหนูนะ


เขียนมาหลายครั้งแล้วว่า เดี๋ยวนี้หมี่ฮุ้นไม่เคยอยู่นิ่งเลย เริ่มออกอาการเด็กดื้อด้วย เวลาจะเอาอะไรก็เริ่มจะต้องเอาให้ได้เดี๋ยวนั้น

เมื่อก่อนจะรู้สึกปวดหัวกับการพยายามบอกหมี่ฮุ้นว่าเล่นอันนี้ไม่ได้ อันโน้นไม่ได้ ห้ามเอาปากกาไปเล่นบ้าง ห้ามปีน ห้ามนู่นห้ามนี่ พอไม่ได้ปากกาก็แผลงฤทธิ์ เมื่อก่อนก็ปล่อยให้แผลงฤทธิ์ไป เดี๋ยวนี้ได้เทคนิคใหม่ด้วยการเบนประเด็น เช่นพอหมี่ฮุ้นกำลังจะแผลงฤทธิ์เอาปากกา เราก็รีบชี้ไปที่หน้าต่าง “หมี่ฮุ้น! จิ้งจก!” หมี่ฮุ้นจะรีบหันขวับไปดูแล้วก็ลืมเรื่องปากกาไปได้เลย

เทคนิคนี้ไม่ได้คิดเองหรอก อันนี้ต้องให้เครดิตทั้งอาม่าและหม่าม้าหมี่ฮุ้น ไม่รู้ใครคิดก่อนเหมือนกัน ท่าจะเป็นอาม่า

แต่ทำให้เรานึกถึงตัวเองสมัยเด็กเหมือนกันว่า เวลาแผลงฤทธิ์ จะเอาอะไร ก็จะมีผลลัพธ์สองแบบ หนึ่งคือได้สิ่งที่ต้องการ สองคือโดนปล่อยให้แผลงฤทธิ์จนเหนื่อยไปเอง จำไม่ได้เหมือนกันว่าโดนเบนประเด็นบ้างหรือเปล่า น่าคิดแฮะ


อกฉัน ทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่….หยับเยย…หยับเยย…หยับเยย!

เดี๋ยวนี้หม่าม้าต้องกล่อมหมี่ฮุ้นด้วยเพลงใหม่ เมื่อก่อนก็ฮัมเพลงนู้นเพลงนี้ไปเรื่อย แต่ไม่กี่วันมานี้หมี่ฮุ้นติดใจเพลงประกอบละครเรื่อง “ดงผู้ดี” มาก

ถ้าหม่าม้าพยายามร้องเพลงอื่นกล่อมหมี่ฮุ้นเมื่อไหร่ หมี่ฮุ้นจะโวยขึ้นมา “หยับเยย” “หยับเยย” “หยับเยย!” จนกว่าหม่าม้าจะร้องเพลงนกขมิ้นกล่อมจนได้

เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าร้องตั้งแต่ต้น แล้วไม่ถึงท่อนที่หมี่ฮุ้นรุ้นเป็นซักที หมี่ฮุ้นก็จะ “หยับเยย” อยู่นั่นแหละ จนหม่าม้าต้องลัดคิวไปท่อน “อกฉัน ทุกวัน….” เพื่อให้หมี่ฮุ้นร้องว่า “หยับเยย” ทุกที

ละครจะอวสานแล้ว ไม่รู้จะต้องหยับเยยไปอีกนานเท่าไหร่นะนี่


ไม่น่าเชื่อว่าหมี่ฮุ้นจะมีแต่ซนขึ้นซนขึ้น ไอ้ตอนแรกๆก็นึกว่าจะว่านอนสอนง่าย ไปๆมาๆร้ายเหลือเกิน จะพาไปไหนต้องวางแผนกันตลอด รถเข็นไม่ยอมนั่ง อุ้มไม่ให้อุ้ม จะเดินเองไม่ยอมให้จูงด้วย

เมื่อซักครู่พาหมี่ฮุ้นไปเดินเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เพราะว่าปะป๊าไปตัดผมที่นั่น ให้หม่าม้ากับอาม่าพาหมี่ฮุ้นเดินระหว่างรอ ปะป๊าตัดเสร็จนึกว่าจะไปกินข้าวกันต่อ แต่หม่าม้าบอกว่า ไม่ไหว กลับเหอะ เหนื่อยแล้ว โอเค กลับก็กลับ

ระหว่างเดินกลับรถ หมี่ฮุ้นก็ทักคนนู้นทักคนนี้ โดยเฉพาะเด็กๆวัยใกล้ๆกัน เรียก “พี่…น้อง….พี่….” แล้วก็กระโจนเข้าไปหาเขา เท่านั้นไม่พอ พยายามจะไปจูบไปหอมแก้มเขาให้ได้ด้วย ทำเอาหนุ่มๆขยาดหมด

กว่าจะกลับถึงบ้านได้เล่นเอาทั้งอาม่าทั้งหม่าม้าเหนื่อยไปตามๆกัน ปะป๊าคอยลุ้นก็เหนื่อยด้วย

หม่าม้าบอกหมี่ฮุ้นซนแม้กระทั่งตอนนอน ปะป๊าถามรู้ได้ไง?

“ก็ก้อยต้องตื่นมาห่มผ้าให้มันตลอดน่ะสิ เอาแต่ถีบผ้าห่ม ดิ้นไปรอบเตียง…เหมือนพ่อมันไม่มีผิด ตื่นมาทีก็ห่มให้ทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ”

อ้าว…ก็หมี่ฮุ้นลูกปะป๊านี่นา… ฮ่า


Note on April 19th, 2009

หมี่ฮุ้นไม่ได้หายไปไหนหรอก (ความเดิมจากตอนที่แล้ว)

ปะป๊านี่สิหายจ้อยเลย กิจกรรมเยอะ ไม่ได้เป็นคนดีอย่างหม่าม้าบอกหรอกนะ ที่ว่าทำงานหนัก งานเยอะ หาตังค์ให้ลูกเมียใช้ เปล่าเลย วุ่นกับบริษัทหัวปั่น เงินไม่เห็นมีมาให้ลูกเมียใช้เลยซักกะติ๊ด แหะๆ

ตอนนี้ไม่ยุ่งเท่าไหร่แล้ว อะไรๆเริ่มลงตัวบ้าง สบายกายสบายใจเลยมาเขียนเรื่องหมี่ฮุ้นต่อดีกว่า

ไอ้ที่ขึ้นหัวเรื่องว่า “ดื่อๆ กะ ตึ่งๆ” น่ะ เป็นความสามารถเฉพาะตัวของปะป๊า ใช้เล่นกับหมี่ฮุ้น ไม่ยอมให้ใครลอกเลียนแบบ

จริงๆแล้วตึ่งๆ มาก่อน ดื่อๆ ตึ่งๆเริ่มมาจากปะป๊านอนดูทีวีบนเตียง แล้วหมี่ฮุ้นชอบปีนขึ้นมานั่งบนพุง ปะป๊าก็ใช้กล้ามพุงกระเด้งหมี่ฮุ้นขึ้น พร้อมกับออกเสียง “ตึ่งๆๆ” ไปด้วยตามจังหวะการกระเด้งพุง การเล่นนี้จะจบก็ต่อเมื่อปะป๊าสามารถเด้งจนหมี่ฮุ้นล้มควำ่ตกจากพุงปะป๊าได้ ….หมี่ฮุ้นเอิ๊กอ๊ากชอบใจ

ส่วนดื่อๆที่มาทีหลังนั้น เล่นได้ตอนอุ้มหมี่ฮุ้น ใช้สำหรับเปลี่ยนอารมณ์หมี่ฮุ้นได้ชะงัดนัก การเข้าท่าคือปะป๊าจะอุ้มด้วยแขนขวา แล้วใช้มือซ้ายจับมือขวาหมี่ฮุ้นไว้แล้วยื่นออกมาเป็นเหมือนท่าเต้นรำ เข้าท่าปุ๊บก็ฮัมเพลง Blue Danube “ดื่อ ดื่อ ดือ ดื๊อ ดื๊อ… ดื๊อ ดื๊อ ดือ ดือ…” พร้อมกับพาหมี่ฮุ้นหมุนวนไปรอบห้อง ชอบอกชอบใจเอิ๊กอ๊าก หลังๆพอใครพูด ดื่อๆ ก็เป็นอันรู้กัน เข้าท่าได้ทันที

หม่าม้าเคยเล่นดื่อๆกับหมี่ฮุ้นเหมือนกัน แต่ปะป๊าไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะปะป๊ามีท่าเล่นอยู่สองท่า ดันมาขโมยไปเล่นอีก แค่นี้หมี่ฮุ้นก็รักหม่าม้าจะตายอยู่แล้ว ฮึ่ม

เคยพูดไปแล้วเหมือนกันว่าเล่นกับเด็กนี่ไม่ใช่ง่ายๆ ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน บางคนมีพรสวรรค์พิเศษ ทำอะไรเด็กก็ชอบ ทำอะไรเด็กก็ขำ กลายเป็นหัวหน้าเด็กไป

ไอ้ตอนแรกผมก็นึกว่าผมเล่นกับเด็กพอใช้ได้ แต่วันนี้พบข้อจำกัดซะแล้ว หลังจากไปเจอลูกชายวัยสี่ขวบของคนรู้จักคนหนึ่งเข้า

ไอ้อายุสี่ขวบเนี่ย พูดคล่อง เดินคล่อง เป็นตัวของตัวเองระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่คล่องถึงขนาดจะคุยอะไรจริงๆจังๆได้รู้เรื่องนัก จะคุยแบบคุยกับผู้ใหญ่ก็ยังไม่ค่อยได้ หรือจะคุยแบบคุยกับหมี่ฮุ้นก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่

ปรากฏว่าผมทำเป็นอย่างเดียวคือคุยแบบคุยกับหมี่ฮุ้น ซึ่งผมมีอยู่ไม่กี่มุกหรอก มุกที่ใช้คุยกับหมี่ฮุ้นบ่อยๆก็คือ มุกทำเสียงประหลาด ทำหน้าประหลาด หรือพูดไม่เป็นภาษามนุษย์ ซึ่งทำให้หมี่ฮุ้นชอบใจได้อยู่

แต่มุกแบบนี้ไปใช้กับเด็กสี่ขวบไม่เวิร์ก ลองแล้ว…ไอ้หนูมองหน้าผมแบบงงๆ ตาลุงคนนี้เป็นอะไรหว่า…เหอะๆๆ จ๋อย

แหม ของแบบนี้มันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปล่ะนะ ผมว่ารอจนหมี่ฮุ้นสี่ขวบ หมี่ฮุ้นก็คงจะสอนวิธีเล่นกับเด็กสี่ขวบให้ผมได้บ้างล่ะน่า แบบว่าเรียนรู้ไปพร้อมๆกันทั้งสองฝ่ายไง :D

Note on August 6th, 2008

เป็งเป็งจ๋า เก๋าเกี้ยไหล่เซียวก๋า
กาเหลาะโคย หน่อเหลียบผา
ผาจุยจุย อาตี๋เค้า
ไอเจี่ยอิ่วจุย อิ่วจุยยังบ่วยพู้
อาตี๋เท้าไอ๊เจี่ยฮื้อ…

แปลประมาณว่า

เป็งเป็งจ๋า ลูกหมากัดกันเอง
ตกลงไปในคลอง มีแผลสองแผล
แผลนูนๆ เด็กร้องไห้
จะกินอิ่วจุย อิ่วจุยยังไม่เสร็จ
อาตี๋ก็ร้องจะกินปลา…

ยังไม่จบครับ เป็นภาษาแต้จิ๋ว เอามาจากอาม่า หม่าม้ามาร้องให้หมี่ฮุ้นฟังพร้อมตบมือไปด้วย
น่าแปลกใจที่หมี่ฮุ้นจะยิ้มหัวเราะได้ทุกทีที่ฟัง ขนาดเมื่อกี๊ปะป๊าร้องให้ฟังแบบมั่วๆหมี่ฮุ้นยังยิ้มเลย
สงสัยว่าโคลงชิ้นนี้จะมีโทนเสียง หรือจังหวะอะไรบางอย่างที่ถูกกับเด็ก เพราะเห็นอาม่าบอกว่าเด็กฟังแล้วยิ้มทุกคน

อยากรู้เหมือนกันว่าต้นตอที่มาเป็นยังไง คงต้องไปถามผู้รู้ต่ออีกทอดหนึ่ง

วันนี้ป๊าม๊าพาหมี่ฮุ้นไปเที่ยวห้าง ว่าจะไปดูเตียงไม้แบบปรับได้ที่เซ็นทรัล แต่ว่าไปผิดที่ สาขารามอินทราไม่มี มีแต่เตียงพลาสติกแบบที่มีอยู่แล้ว ก็ชวดไป เห็นเขาบอกว่าต้องไปที่ลาดพร้าวแทน

ระหว่างที่หม่าม๊ากำลังเลือกชุดชั้นในอยู่นั้น คนขายก็เข้ามาเล่นกับหมี่ฮุ้น แล้วถามผมว่า “ผู้ชายใช่ไม๊คะ” ผมก็หัวเราะแหะๆด้วยนึกอยู่แล้วว่าต้องโดนถามอย่างนั้น “ผู้หญิงครับ” คนขายก็ทำหน้าเจื่อนบอก “อ๋อ เด็กๆก็อย่างนี้ล่ะค่ะ หน้าเหมือนผู้ชาย ลูกสาวหนูก็หน้าเหมือนผู้ชายตอนอายุขนาดนี้ ยิ่งผมสั้นๆอย่างนี้ยิ่งเหมือนใหญ่”

คนขายคนนี้เขามีลูกสามคนแล้ว ลูกคนเล็กอายุเก้าเดือน ผมฟังแล้วก็อึ้งอยู่ อะไรกันฟะ มีแค่หมี่ฮุ้นคนเดียว(แม่มัน)ยังเหนื่อยเลย ถ้ามีหมี่ฮุ้นเพิ่มมาอีกสองตัวจะเหนื่อยขนาดไหน

ถ้าเจอกันคราวหน้าคงจะต้องถามเทคนิคเขาซะหน่อยว่าเลี้ยงได้ยังไงสามคน ถ้าให้เดาก็คงเป็นว่า ที่บ้านมีทั้งปู่ยาตายายคอยช่วยเลี้ยงแน่ๆ

ครอบครัวสมัยโบราณครับ ครอบครัวขยายแบบไทยๆที่ดูเหมือนจะมีเหตุมีผลในตัวมันเอง พ่อแม่แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ทำงานไปเลี้ยงลูกไป ตอนกลางวันก็ปล่อยให้ปู่ย่าดูแล ซึ่งปู่ย่าก็มักจะไม่ได้มีอายุมากมาย ยังพอวิ่งตามไอ้ตัวเล็กทันอยู่

สมัยปัจจุบัน นอกจากจะแยกตัวออกไปอยู่กันเองแล้ว ยังแต่งงานมีลูกกันช้ามาก ปู่ย่าตายาย อายุมากเกิน จะปล่อยให้เลี้ยงลูกให้ตลอดก็ลำบาก แทนที่แก่แล้วจะได้นอนตีพุงพักผ่อน กลับต้องมาคอยวิ่งตามไอ้ตัวเล็ก ครอบครัวสมัยใหม่ก็เลยต้องจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงให้แทน

เคยนึกอยู่เหมือนกันว่าจะจ้างพี่เลี้ยงมาเลี้ยงหมี่ฮุ้น แต่ตกลงกับแม่มันแล้วว่า อย่าเพิ่งเลย ไหนๆแม่มันก็ไม่ได้ทำงานนอกบ้านอยู่แล้ว จะไปจ้างใครมาเลี้ยงทำไม แถมแม่มันยังมีความสุขอยู่กับการเป็นแม่มืออาชีพอยู่ก็ปล่อยเขาไป ใครจะมาเลี้ยงลูกเราได้ดีเท่าตัวเราเอง จริงไหม?