Note on October 28th, 2008
อาทิตย์ที่ผ่านมาหมี่ฮุ้นได้ไปเที่ยวทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต (ไม่นับตอนอยู่ในท้อง) ไปกับป๊าม้ากู๋อี๊และอาม่า ค้างคืนที่ชะอำสามคืนรวด

หมี่ฮุ้นมีความสุขมากอย่างที่เห็นในรูป ตื่นตาตื่นใจกับห้องพักกว้างขวาง มีพรมปูทั่วห้อง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ มีที่ให้เกาะเดินเล่นได้ทั่วห้องไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผิดกับที่บ้านที่มีแต่พื้นไม้แข็งๆกับเฟอร์นิเจอร์มีเหลี่ยมมุม เสี่ยงตายตลอดเวลา
ป๊าม้าเลยได้ที ปล่อยหมี่ฮุ้นเดินเล่นในห้องได้เป็นนานสองนาน โดยไม่ต้องห่วงเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่วายที่หมี่ฮุ้นจะกระแทกนู่น ฟาดนี่อยู่เรื่อยๆ แต่หมี่ฮุ้นก็แค่ร้องสองแอะพอเป็นพิธีแล้วก็ลุยต่อ ดีมากลูก

แต่ที่แจ๋วกว่านั้นก็คือ หมี่ฮุ้นได้มีเพื่อนเล่นเป็นลูกพี่ลูกน้องอายุใกล้เคียงกัน แถมมีกู๋ก๊อกกับอี๊เก๋เป็นผู้ใหญ่หน้า(ไม่ค่อย)ใหม่มาให้หมี่ฮุ้นเล่นด้วยอีก
ปกติอยู่บ้าน ป๊าก็ตกกระป๋องพออยู่แล้ว มีทั้งอาม่า และหม่าม้า ป๊าก็เป็นได้แค่ตัวแถม นานๆหมี่ฮุ้นจะสนใจมาเล่นด้วยซักที แต่พอมาที่ชะอำสามคืนกับอีกสี่วันนี่เท่านั้น ป๊าเป็นไม่ได้แม้แต่กระทั่งตัวแถม เป็นได้แค่คนรถ(เข็น)เท่านั้น…ฮือ

ทั้งอี๊เก๋และกู๋ก๊อกมีแรงดึงดูดพิเศษต่อหมี่ฮุ้น โดยเฉพาะกู๋ก๊อกที่เพียงแค่เดินผ่าน หมี่ฮุ้นก็จะทำหน้าเหมือนรูปด้านล่างสุดนี้ใส่ทันที อันนี้นัยว่าเป็นหน้าตาอ่อยเย้ายวนที่สุดเท่าที่หมี่ฮุ้นจะทำได้แล้ว สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างไม่สน ยังพยายามอยู่ตลอดสี่วัน

ไปเที่ยวคราวนี้หมี่ฮุ้นได้จุ่มน้ำสระหนึ่งครั้ง เฉียดน้ำทะเลล่อแมงกะพรุนอีกหนึ่งครั้ง ครั้งละประมาณห้านาทีได้ ปะป๊าอยากปล่อยหมี่ฮุ้นให้ไปว่ายบุ๋มๆอยู่ในสระเหมือนในทีวีก็ไม่ได้ เพราะแค่ปล่อยหมี่ฮุ้นจมลงไปแผลบเดียว ก็สำลักและเบะซะแล้ว แต่อันนี้ต้องโทษหม่าม้าคนเดียวเท่านั้นที่เทคนิกไม่ดีพอ เขาให้เป่าหน้าให้ลูกหลับตาแล้วก็กลั้นหายใจ แต่แรงลมของหม่าม้าเป่าข้าวต้มยังไม่หายร้อนเลย หมี่ฮุ้นก็เลยไม่ตกใจหลับตากลั้นหายใจตามแผน อดไป

ไว้เที่ยวหน้าปะป๊าคงจะต้องจัดการเองซะแล้ว ฮึ่ม…

Note on August 6th, 2008

missgranpat.jpg

วันศุกร์ที่ผ่านมาปูหมี่ฮุ้นไปผ่าตัดทำบายพาสที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ผ่าตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงประมาณทุ่มกว่าๆ แต่ก่อนผ่าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมร่างกาย และเตรียมใจให้พร้อมล่วงหน้าแล้วสองคืน มีย่าไปนอนเป็นเพื่อนปู่ด้วย หมี่ฮุ้นเลยไม่ได้เจอปู่มาเกือบอาทิตย์แล้ว

หลังผ่าตัดเสร็จ ปู่เปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจไปสามเส้น เห็นหมอบอกว่าเอามาจากเส้นเลือดที่ขา เลยทำให้ตอนนี้นอกจากแผลยาวที่หน้าอกแล้ว ก็ยังมีแผลยาวที่ขาข้างขวาอีกด้วย

คุณพยาบาลบอกไม่ค่อยอยากให้พาหมี่ฮุ้นไปเยี่ยม เพราะว่าโรงพยาบาลนี้มีแต่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือที่น่ากลัวก็คือพวกโรคที่ติดต่อกันทางอากาศได้ เช่นพวกวัณโรค เด็กขนาดหมี่ฮุ้นยังมีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ไม่ควรพาไป

หมี่ฮุ้นเลยต้องนั่งกินเป็ดเหงาหงอยอยู่คนเดียว แงๆ

วันนี้ป๊าม๊าพาหมี่ฮุ้นไปเที่ยวห้าง ว่าจะไปดูเตียงไม้แบบปรับได้ที่เซ็นทรัล แต่ว่าไปผิดที่ สาขารามอินทราไม่มี มีแต่เตียงพลาสติกแบบที่มีอยู่แล้ว ก็ชวดไป เห็นเขาบอกว่าต้องไปที่ลาดพร้าวแทน

ระหว่างที่หม่าม๊ากำลังเลือกชุดชั้นในอยู่นั้น คนขายก็เข้ามาเล่นกับหมี่ฮุ้น แล้วถามผมว่า “ผู้ชายใช่ไม๊คะ” ผมก็หัวเราะแหะๆด้วยนึกอยู่แล้วว่าต้องโดนถามอย่างนั้น “ผู้หญิงครับ” คนขายก็ทำหน้าเจื่อนบอก “อ๋อ เด็กๆก็อย่างนี้ล่ะค่ะ หน้าเหมือนผู้ชาย ลูกสาวหนูก็หน้าเหมือนผู้ชายตอนอายุขนาดนี้ ยิ่งผมสั้นๆอย่างนี้ยิ่งเหมือนใหญ่”

คนขายคนนี้เขามีลูกสามคนแล้ว ลูกคนเล็กอายุเก้าเดือน ผมฟังแล้วก็อึ้งอยู่ อะไรกันฟะ มีแค่หมี่ฮุ้นคนเดียว(แม่มัน)ยังเหนื่อยเลย ถ้ามีหมี่ฮุ้นเพิ่มมาอีกสองตัวจะเหนื่อยขนาดไหน

ถ้าเจอกันคราวหน้าคงจะต้องถามเทคนิคเขาซะหน่อยว่าเลี้ยงได้ยังไงสามคน ถ้าให้เดาก็คงเป็นว่า ที่บ้านมีทั้งปู่ยาตายายคอยช่วยเลี้ยงแน่ๆ

ครอบครัวสมัยโบราณครับ ครอบครัวขยายแบบไทยๆที่ดูเหมือนจะมีเหตุมีผลในตัวมันเอง พ่อแม่แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ทำงานไปเลี้ยงลูกไป ตอนกลางวันก็ปล่อยให้ปู่ย่าดูแล ซึ่งปู่ย่าก็มักจะไม่ได้มีอายุมากมาย ยังพอวิ่งตามไอ้ตัวเล็กทันอยู่

สมัยปัจจุบัน นอกจากจะแยกตัวออกไปอยู่กันเองแล้ว ยังแต่งงานมีลูกกันช้ามาก ปู่ย่าตายาย อายุมากเกิน จะปล่อยให้เลี้ยงลูกให้ตลอดก็ลำบาก แทนที่แก่แล้วจะได้นอนตีพุงพักผ่อน กลับต้องมาคอยวิ่งตามไอ้ตัวเล็ก ครอบครัวสมัยใหม่ก็เลยต้องจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงให้แทน

เคยนึกอยู่เหมือนกันว่าจะจ้างพี่เลี้ยงมาเลี้ยงหมี่ฮุ้น แต่ตกลงกับแม่มันแล้วว่า อย่าเพิ่งเลย ไหนๆแม่มันก็ไม่ได้ทำงานนอกบ้านอยู่แล้ว จะไปจ้างใครมาเลี้ยงทำไม แถมแม่มันยังมีความสุขอยู่กับการเป็นแม่มืออาชีพอยู่ก็ปล่อยเขาไป ใครจะมาเลี้ยงลูกเราได้ดีเท่าตัวเราเอง จริงไหม?