Note on August 6th, 2008

เป็งเป็งจ๋า เก๋าเกี้ยไหล่เซียวก๋า
กาเหลาะโคย หน่อเหลียบผา
ผาจุยจุย อาตี๋เค้า
ไอเจี่ยอิ่วจุย อิ่วจุยยังบ่วยพู้
อาตี๋เท้าไอ๊เจี่ยฮื้อ…

แปลประมาณว่า

เป็งเป็งจ๋า ลูกหมากัดกันเอง
ตกลงไปในคลอง มีแผลสองแผล
แผลนูนๆ เด็กร้องไห้
จะกินอิ่วจุย อิ่วจุยยังไม่เสร็จ
อาตี๋ก็ร้องจะกินปลา…

ยังไม่จบครับ เป็นภาษาแต้จิ๋ว เอามาจากอาม่า หม่าม้ามาร้องให้หมี่ฮุ้นฟังพร้อมตบมือไปด้วย
น่าแปลกใจที่หมี่ฮุ้นจะยิ้มหัวเราะได้ทุกทีที่ฟัง ขนาดเมื่อกี๊ปะป๊าร้องให้ฟังแบบมั่วๆหมี่ฮุ้นยังยิ้มเลย
สงสัยว่าโคลงชิ้นนี้จะมีโทนเสียง หรือจังหวะอะไรบางอย่างที่ถูกกับเด็ก เพราะเห็นอาม่าบอกว่าเด็กฟังแล้วยิ้มทุกคน

อยากรู้เหมือนกันว่าต้นตอที่มาเป็นยังไง คงต้องไปถามผู้รู้ต่ออีกทอดหนึ่ง

วันนี้ป๊าม๊าพาหมี่ฮุ้นไปเที่ยวห้าง ว่าจะไปดูเตียงไม้แบบปรับได้ที่เซ็นทรัล แต่ว่าไปผิดที่ สาขารามอินทราไม่มี มีแต่เตียงพลาสติกแบบที่มีอยู่แล้ว ก็ชวดไป เห็นเขาบอกว่าต้องไปที่ลาดพร้าวแทน

ระหว่างที่หม่าม๊ากำลังเลือกชุดชั้นในอยู่นั้น คนขายก็เข้ามาเล่นกับหมี่ฮุ้น แล้วถามผมว่า “ผู้ชายใช่ไม๊คะ” ผมก็หัวเราะแหะๆด้วยนึกอยู่แล้วว่าต้องโดนถามอย่างนั้น “ผู้หญิงครับ” คนขายก็ทำหน้าเจื่อนบอก “อ๋อ เด็กๆก็อย่างนี้ล่ะค่ะ หน้าเหมือนผู้ชาย ลูกสาวหนูก็หน้าเหมือนผู้ชายตอนอายุขนาดนี้ ยิ่งผมสั้นๆอย่างนี้ยิ่งเหมือนใหญ่”

คนขายคนนี้เขามีลูกสามคนแล้ว ลูกคนเล็กอายุเก้าเดือน ผมฟังแล้วก็อึ้งอยู่ อะไรกันฟะ มีแค่หมี่ฮุ้นคนเดียว(แม่มัน)ยังเหนื่อยเลย ถ้ามีหมี่ฮุ้นเพิ่มมาอีกสองตัวจะเหนื่อยขนาดไหน

ถ้าเจอกันคราวหน้าคงจะต้องถามเทคนิคเขาซะหน่อยว่าเลี้ยงได้ยังไงสามคน ถ้าให้เดาก็คงเป็นว่า ที่บ้านมีทั้งปู่ยาตายายคอยช่วยเลี้ยงแน่ๆ

ครอบครัวสมัยโบราณครับ ครอบครัวขยายแบบไทยๆที่ดูเหมือนจะมีเหตุมีผลในตัวมันเอง พ่อแม่แต่งงานมีลูกตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว ทำงานไปเลี้ยงลูกไป ตอนกลางวันก็ปล่อยให้ปู่ย่าดูแล ซึ่งปู่ย่าก็มักจะไม่ได้มีอายุมากมาย ยังพอวิ่งตามไอ้ตัวเล็กทันอยู่

สมัยปัจจุบัน นอกจากจะแยกตัวออกไปอยู่กันเองแล้ว ยังแต่งงานมีลูกกันช้ามาก ปู่ย่าตายาย อายุมากเกิน จะปล่อยให้เลี้ยงลูกให้ตลอดก็ลำบาก แทนที่แก่แล้วจะได้นอนตีพุงพักผ่อน กลับต้องมาคอยวิ่งตามไอ้ตัวเล็ก ครอบครัวสมัยใหม่ก็เลยต้องจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงให้แทน

เคยนึกอยู่เหมือนกันว่าจะจ้างพี่เลี้ยงมาเลี้ยงหมี่ฮุ้น แต่ตกลงกับแม่มันแล้วว่า อย่าเพิ่งเลย ไหนๆแม่มันก็ไม่ได้ทำงานนอกบ้านอยู่แล้ว จะไปจ้างใครมาเลี้ยงทำไม แถมแม่มันยังมีความสุขอยู่กับการเป็นแม่มืออาชีพอยู่ก็ปล่อยเขาไป ใครจะมาเลี้ยงลูกเราได้ดีเท่าตัวเราเอง จริงไหม?


Note on July 13th, 2008


โอย…ตั้งแต่ไอ้ตัวเล็กคลานเป็น ปีนเป็น และกำลังจะยืนเป็นก็ทำให้ป๊าม้าปวดหัวกันพอควร ตั้งแต่หมี่ฮุ้นคลานจนตกเตียงคราวที่แล้ว แทนที่จะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น กลับยิ่งได้ใจ คราวนี้ปีนมั่วเลย หมอนกั้นคอกไว้ก็เอาไม่อยู่ สงสัยต้องหาซื้อคอก หรืออุปกรณ์กั้นเตียงอะไรซักอย่างมาใช้แล้ว หรือไม่ก็คงต้องหาเตียงเด็กใหม่อีกซักเตียงหนึ่ง อันนี้ดูใช้ได้ แถมยังทำเป็นเตียงใหญ่ตอนโตแล้วได้ด้วย น่าสนใจ

ตอนนี้พอหมี่ฮุ้นตื่นปุ๊ปก็จะเริ่มคลานและปีนทันที ไม่มีอยู่นิ่ง เลยคลาดสายตาไม่ได้เลย เมื่อกี๊ป๊าเลยบอกม้าว่าเดี๋ยวจะตัดขาหมี่ฮุ้นทิ้งซะเลย จะได้นอนนิ่งๆเอิ๊กอ้ากเหมือนเดือนที่แล้ว ฮ่า

มันก็คงเป็นเรื่องปกตินะ คนเราพอได้เรียนรู้ว่าสามารถทำอะไรได้ หรือมีอิสรภาพทำอะไรซักอย่างแล้ว จะไปจำกัดสิทธินั้นก็คงยาก หมี่ฮุ้นรู้ว่าสามารถพลิกคว่ำแล้วคลานได้ คราวนี้ไม่เคยที่จะนอนหงายให้ใส่แพมเพิร์สนิ่งๆเลย

งั้นต่อไปโตแล้ว พอหมี่ฮุ้นรู้ว่า อยู่กับเพื่อนนอกบ้านทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีคนมาบังคับ หมี่ฮุ้นจะกลับบ้านมาทำไมล่ะเนี่ย…เอ คิดไกลไปรึเปล่าหว่า ;)


Note on July 3rd, 2008

วันนี้พาหมี่ฮุ้นไปฉีดวัคซีนตอนครบเดือนที่หก เพื่อป้องกันโรคหกชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบB(HBV) คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก(DTP) โปลิโอ(OPV/IPV) และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ(Hib)
คุณหมอบอก “คุณแม่จับขา คุณพ่อจับแขนเลยค่ะ ให้น้องนอนลง” ผมจับแขนไปก็เล่นกับหมี่ฮุ้นไป เผื่ออีหนูมันจะลืมเจ็บ แต่ไม่เป็นผล เพราะว่าพอเข็มยาวขนาดเกือบสองนิ้วจิ้มเข้าไปที่ต้นขาหมี่ฮุ้นปั๊บ จากหน้าตายิ้มเล่นอยู่ดีๆก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเจ็บปวด ร้อง “อื๊ออออออ…” ขมวดคิ้ว บิดตัวนิดหน่อย แต่ยังดีที่ไม่ร้องไห้ อึดดีมากลูก


Note on June 26th, 2008

ครบเดือนที่หก หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าคนใกล้ชิดได้แล้ว แถมยังติดพ่อติดแม่และติดมือด้วย
เมื่อวานหม่าม้าอยากไปชอปปิ้ง ก็เลยฝากหมี่ฮุ้นไว้กับอาม่าที่บ้านเหล่าอี๊ (น้องของอาม่า) อยู่ประมาณชั่วโมงสองชั่วโมง หมี่ฮุ้นเริ่มเบะ ออกอาการไม่คุ้นที่ทาง ใครเข้ามาเล่นก็เบะ โดยเฉพาะผู้ชาย ถึงขนาดแค่เห็นหน้าก็เบะแล้ว
บอกตามตรง ปะป๊าชอบหมี่ฮุ้นตอบเบะมากๆ อยากเห็นมาก อยู่บ้านหมี่ฮุ้นไม่ค่อยเบะ ถ้าไม่พอใจก็แค่ส่งเสียงอื้ออ้าๆ หรือบิดตัวพร้อมกับส่งเสียง แต่อาการเบะแบบเหงาเศร้าและน้อยใจนี่หายาก
สมัยก่อนตอนที่หมี่ฮุ้นยังจำหน้าใครไม่ได้แล้วเบะเนี่ย เข้าใจว่าเกิดมาจากสัญชาติญาณพื้นฐาน เช่น คนอุ้มอุ้มแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง หรือกลิ่นและความรู้สึกที่ได้รับจากคนๆนั้น ผิดแปลกไปจากที่คุ้นเคย ก็มีโอกาสทำให้หมี่ฮุ้นเบะได้
แต่พอมาตอนนี้ที่หมี่ฮุ้นเริ่มจำหน้าได้แล้ว ปัจจัยที่ทำให้เบะก็เพ่ิมมากขึ้นกว่าแค่อะไรเบสิคๆ
ก็ปกติครับ ตามตำราเขาว่าแหละ ไม่ได้ต้องแก้ไขหรือต้องทำอะไร แต่ผมก็คิดอยู่ว่าคงจะต้องพาหมี่ฮุ้นออกไปเที่ยวนอกบ้านบ่อยขึ้น ให้เล่นกับคนแปลกหน้าบ้าง โดยให้ความมั่นใจกับหมี่ฮุ้นให้เต็มที่ว่าปะป๊าหม่าม้าไม่ได้หายไปไหน แล้วคนแปลกหน้า สถานที่แปลกๆก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรหมี่ฮุ้น ซึ่งผมก็ถือว่าการเสริมสร้างความอบอุ่น และมั่นใจให้กับหมี่ฮุ้นในวัยขนาดนี้ น่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการเข้าสังคมต่อไปในอนาคต …แหมอย่าหาว่าเว่อร์เลย แต่ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆนะ ช่วงที่หมี่ฮุ้นยังทำอะไรไม่ได้ ได้แต่พึ่งพ่อแม่เนี่ย มันน่าจะเป็นช่วงที่วางรากฐานสภาพจิตใจที่สำคัญที่สุดเลย

Blogged with the Flock Browser
Note on June 16th, 2008

วันนี้หมี่ฮุ้นตัวร้อน วัดอุณหภูมิที่จั๊กกะแร้ได้ 37.8 องศา ป๊าม้าตกใจมาก กลัวลูกชัก ในขณะที่หมี่ฮุ้นยังทำหน้าทะเล้นได้อยู่ ให้กินยาลดไข้ไปแล้วครึ่งช้อนชา เช็ดตัวแล้ว ดูเหมือนจะดีขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป

edit: หมี่ฮุ้นหายแล้ว ไข้ลดแล้ว วัดจั๊กกะแร้ได้ใหม่ที่ประมาณ 36.5

Blogged with the Flock Browser
Note on June 13th, 2008

Definitely, Maybeปกติผมชอบดูหนังแนว chick flick อยู่แล้ว chick flick ผสม romantic comedy ยิ่งชอบใหญ่ แต่แม่หมี่ฮุ้นไม่ชอบ แง…
วันก่อนนู้นพูดถึงเรื่อง Juno ในบล็อกหมี่ฮุ้น เพราะชอบ ดูแล้วน่าคิด น่าจำไว้สอนลูก คราวนี้แอบดูเรื่อง Definitely, maybe คนเดียวตอนตีหนึ่ง กะเอาขำ ไม่คิดอะไรมาก แต่ดูแล้วกึ่มๆดี ชอบ โดยเฉพาะสำหรับคนอารมณ์ nostalgic แบบผม
เรื่องนี้ตัวพ่อ ซึ่งกำลังจะหย่ากับตัวแม่ เล่าประวัติชีวิตรักของตัวเองให้ลูกฟัง (น้อง Abigail Breslin ที่เคยเล่น Little Miss Sunshine) เป็นนิทานก่อนนอน โดยที่พ่อไม่ได้บอกว่า ผู้หญิงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพ่อทั้งสามคนนั้น คนไหนเป็นแม่ของลูก
น้อง Abigail น่ารักสุดๆ สมัยดู Little Miss Sunshine น้องแกก็ขำๆ แต่เรื่องนี้ออกจะเป็นเด็กน่ารัก ดูเป็นธรรมชาติดี
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพราะว่า สถานการณ์ของพระเอก เป็นสถานการณ์ที่เรามักจะเห็นในครอบครัวสมัยใหม่มากขึ้น (ตอนต้นเรื่องเขาบอกว่า คู่รักที่หย่ากัน อยู่กันไม่ยืดมีถึง 46%) คนที่ตกเป็นจำเลย หรือแพะรับบาปในครอบครัวแบบนี้ ก็คงเป็นตัวลูก ซึ่งเรื่องนี้ มีวิธีและมุมมองในการบอกลูกที่ต่างไป ออกแนวแฮปปี้ๆ ซะด้วยซ้ำ

Blogged with the Flock Browser

ไม่ได้อัพเดทบล็อกหมี่ฮุ้นซะนาน ช่วงนี้ผมยุ่งๆ แต่จะอ้างก็ไม่ได้หรอก เพราะว่าถึงจะยุ่งแค่ไหน เวลาที่ให้ลูกก็ต้องมาก่อน จริงหรือเปล่า?
หมี่ฮุ้นอายุห้าเดือนหน่อยๆแล้ว ว่าจะเอาแกลลอรี่ใหม่ขึ้น แต่ว่าข้ามไปซักเดือนดีกว่า เดือนนี้รูปน้อยด้วย ไม่ค่อยได้ถ่าย รอให้ผมมันขึ้นดูหญิงกว่านี้หน่อยก่อน เอารูปขึ้นคราวหน้าจะได้ดูเหมือนมีอะไรแปลกใหม่ น่าตื่นเต้นบ้างไงครับ
อายุเข้าห้าเดือนนี่ ตามตำราเขาบอกว่าจะสนใจฟังเพลง สนใจดูสี เริ่มใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆนอกจากปากบ้าง (ประสาทรับรู้รสรู้สึกจะเด่นเป็นพิเศษมาตลอด อะไรๆก็จับดูด จับกัดหมดช่วงที่ผ่านมา) แล้วก็ชอบดูถุงเท้าตัวเอง ซึ่งตำราเขาก็แนะนำให้ใส่ถุงเท้าสีสดใสให้ลูกดู
หมี่ฮุ้นเนี่ย…ตรงตามตำราเป๊ะ พรีดิ๊กเทเบิ้นมาก จะมีอะไรเก่ง เด่นเหนือเด็กวัยเดียวกันล่ะไม่มีเลย สนใจถุงเท้าก็ใช่ สนใจสีก็ใช่ ชอบฟังเพลงก็ใช่ ชอบเอาของเข้าปากก็ใช่ เอ…หรือว่าชอบเอาถุงเท้าที่ใส่อยู่เข้าปากนี่ จะเรียกว่าแอ๊ดว้านซ์ได้หว่า คือท่ามันแอ๊ดว้านซ์จริงๆนะ ไม่เชื่อลองทำดู นั่งขัดสมาธิแล้วก้มลงไปงับถุงเท้าน่ะ :D (ขอปะป๊าภูมิใจอะไรซักอย่างเหอะลูก นะนะ)
แปลกนะ ใครๆก็อยากให้ลูกตัวเองเก่งกว่าคนอื่น หรือมีอะไรเหนือกว่าคนอื่น อะไรๆก็ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น สมมติว่าลูกเราไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นเลยจะเป็นไงล่ะ จะไม่มีอะไรให้เราไปคุยทับชาวบ้านงั้นเหรอ

…สมมติว่าเร่งเวลาผ่านไปเจ็ดปี
ผมอยู่ในวงเพื่อนร่วมรุ่นสมัยประถม ต่างคนต่างบอกว่าลูกเขาสอบได้ที่หนึ่ง ลูกเขาเล่นกีฬาเก่งงั้นงี๊ ลูกเขาได้เป็นตัวแทนไปตอบปัญหานู่นนี่ ส่วนลูกผมเหรอ? “แหม ลูกกูนะ เหมือนกูเลย มันนั่งอึพร้อมกับอ่านหนังสือได้เป็นชั่วโมงๆเลยนะเว้ย ภูมิใจ” ฮ่า…

ปะป๊าหวังว่าหมี่ฮุ้นจะเป็นแค่เด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้เก่งอะไรซักอย่าง ไม่ได้มีอะไรดีเด่นเป็นพิเศษนะลูกนะ ขอเป็นแค่เด็กธรรมดา รักตัวเอง รักพ่อรักแม่ก็พอแล้ว

Blogged with the Flock Browser

Tags:

http://mehoon.enaweb.com/wp-content/uploads/videos/wash.flv

เมื่อวานพาหมี่ฮุ้นไปฉีดวัคซีนอีก วัคซีนชุดเดียวกับที่ฉีดไปครั้งที่แล้ว แต่คราวนี้เป็นเข็มที่สอง นัยว่าเพื่อความชัวร์ คราวนี้ไม่มีออกอาการอะไรเลยทั้งตอนฉีด หรือตอนกลางคืน หมอจิ้มเข็มจึ๊กเข้าไปก็ทำหน้าเฉยๆ กลับมาบ้านก็นอนหลับปุ๋ย นึกว่าจะนอนฝันร้ายแบบครั้งที่แล้วอีก

Blogged with the Flock Browser