ว๊า…พอจะเขียนบล็อกนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ อยากบ้องหัวตัวเองซักที
วันนี้พาก้อยกับหมี่ฮุ้นไปเดินเล่นที่สยาม เห็นบ่นๆว่าอยากไปเดินสยามตั้งนานแล้ว เห็นเป็นโอกาสดี เลยพาไปวันนี้ พาไปนั่งที่สตูดิโออยู่เกือบห้าชั่วโมง ก้อยพาหมี่ฮุ้นไปเดินวนสยามอยู่ซักสิบนาทีได้ กลับมาบอกพอแล้ว เห็นแล้ว (กลับบ้านได้ อารมณ์ประมาณนั้น) โถ่… นี่บอกว่าจะไปนั่งกินอาหารร้านอร่อยๆแถวสยามยังอิดออด จะไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวทางกลับบ้านเลย แหม่ อุตส่าห์เข้ากรุงทั้งที จะกลับไปกินข้าวแถบชานเมืองอีกได้ไงกัน
ที่อยากจะบ้องหัวตัวเองก็คือ ลืมเอากล้องติดไปด้วย เอนทรี่นี้ก็เลยไม่มีรูปหมี่ฮุ้นในสยามสแควร์ให้ดู เซ็งเลย ไม่มีรูปตอนหมี่ฮุ้นทำเล่นหูเล่นตากับน้าๆอาๆที่ออฟฟิศปะป๊าด้วย เซ็ง
เหมือนตอนนี้หมี่ฮุ้นจะไม่กลัวคนแปลกหน้าแล้ว เล่นได้ยิ้มได้กับคนแปลกหน้า แถมดูท่าทางจะเป็นเด็กชอบความสนใจ วันนี้น้าอาสี่ห้าคนมายืนมองดูหมี่ฮุ้นอยู่ หมี่ฮุ้นก็หันหน้าไปมองคนนู้นทีคนนี้ที ยิ้มไปเขินไป ทำหน้าชอบอกชอบใจด้วย แปลกดี
วันศุกร์ที่ผ่านมาปูหมี่ฮุ้นไปผ่าตัดทำบายพาสที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ผ่าตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงประมาณทุ่มกว่าๆ แต่ก่อนผ่าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมร่างกาย และเตรียมใจให้พร้อมล่วงหน้าแล้วสองคืน มีย่าไปนอนเป็นเพื่อนปู่ด้วย หมี่ฮุ้นเลยไม่ได้เจอปู่มาเกือบอาทิตย์แล้ว
หลังผ่าตัดเสร็จ ปู่เปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจไปสามเส้น เห็นหมอบอกว่าเอามาจากเส้นเลือดที่ขา เลยทำให้ตอนนี้นอกจากแผลยาวที่หน้าอกแล้ว ก็ยังมีแผลยาวที่ขาข้างขวาอีกด้วย
คุณพยาบาลบอกไม่ค่อยอยากให้พาหมี่ฮุ้นไปเยี่ยม เพราะว่าโรงพยาบาลนี้มีแต่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือที่น่ากลัวก็คือพวกโรคที่ติดต่อกันทางอากาศได้ เช่นพวกวัณโรค เด็กขนาดหมี่ฮุ้นยังมีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ไม่ควรพาไป
หมี่ฮุ้นเลยต้องนั่งกินเป็ดเหงาหงอยอยู่คนเดียว แงๆ

สองคืนมานี้หมี่ฮุ้นงอแง แบบตื่นมาร้องไห้เลย ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงนี้ อย่างแรกคือที่นอนหมี่ฮุ้นมีการโมดิฟายด์ใหม่ จากเมื่อก่อนเป็นที่นอนลอยฟ้า
แต่ต้องปรับลงล่างเพราะว่าหมี่ฮุ้นสามารถยึดราวยันตัวเองขึ้นยืนได้แล้ว กลัวจะล้มคว่ำออกนอกเปล แต่ว่าปรับลงล่างสุดมันก็เตี้ยเกินไป ยกขึ้นยกลงลำบาก ปะป๊าหัวใสเลยหาโฟมแบบที่ใส่มากับกล่องทีวีมาวางรอง พร้อมกับไปตัดแผ่นไม้อัดที่เก็บไว้หลังบ้านรองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ที่นอนเรียบเสมอกัน
จริงๆแล้วปะป๊าภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบว์แดงของตัวเองมาก สามารถดัดแปลงของเหลือใช้(เดน) มาใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องซื้อหา แต่ปรากฏว่าปะป๊าภูมิใจได้แค่สองคืน เพราะว่าอยู่ดีๆหมี่ฮุ้นเริ่มมีตุ่มแดงๆขึ้นที่แขนขา พาไปให้หมอดูหมอก็บอกว่าแพ้อะไรบางอย่าง ให้ยามาสองสามตัวทั้งทาและกิน
ผลงานชิ้นโบว์แดงของปะป๊าเลยต้องโดนยกเลิกไปตามระเบียบ เพราะไม่แน่ใจว่า ไอ้ที่ทำให้เกิดตุ่มแดงๆนั้น จะเป็นฝุ่นผงจากโฟมหรือจากไม้อัดกันแน่ (ผมว่าอาจจะเป็นไม้อัด เพราะตอนไปเลื่อยมามันมีผงเล็กๆละเอียดปลิวเยอะเชียว…แต่ว่าเช็ดแล้วนา)
อย่างที่สองที่อาจจะมีส่วนทำให้หมี่ฮุ้นงอแงได้อีกก็คือ การที่ช่วงนี้ฟันเริ่มขึ้น หมี่ฮุ้นคงจะเจ็บเหงือกก็เลยร้องไห้ ซึ่งไม่ใช่อาการงอแงธรรมดา แต่ร้องไห้แงเลย…อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่หมี่ฮุ้นร้องตอนกลางคืน ไม่น่าจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของปะป๊าหรอก ฮึ่ม
หาไปหามาเกี่ยวกับวิธีช่วยเหลือ บรรเทาอาการปวดแบบนี้ นอกจากจะพบคำตอบที่รู้อยู่แล้ว เช่น หาของให้กัด ใช้ผ้าชุบน้ำถูเหงือก หรือกินยาแก้ปวดเด็กแล้ว ทางแก้ที่น่าสนใจมากทางหนึ่ง ที่หาเจอจาก Yahoo Answer คือ ให้ใช้นิ้วจุ่มวิสกี้แล้วถูที่เหงือกลูก! สักพักลูกก็จะหลับสบาย…ฮ่า
คนตอบใน Yahoo Answer ตอบแบบทีเล่นทีจริง แต่คิดดูแล้วมีเหตุผลเหมือนกัน หนึ่งคือ แอลกอฮอล์ในเหล้าอาจจะช่วยให้เหงือกลูกชาหายเจ็บ สองคือถ้าจุ่มวิสกี้ให้แฉะสักหน่อย อีหนูก็อาจจะเคลิ้มหลับไปได้เอง ลืมอาการเจ็บ อืม… น่าคิด
แล้วจะมารายงานใหม่ว่าได้ผลเป็นยังไง
http://mehoon.enaweb.com/wp-content/uploads/videos/airportwaunt.flv
เมื่อวานหมี่ฮุ้นไปส่งอี๊หลิงที่สนามบิน ปะป๊าจับภาพอี๊หลิงกะอี๊เก๋กระทำทารุณกรรมหนูได้พอดี เป็นเด็กก็งี๊แหละ ใครจะทำอะไรก็ได้ หนูไม่มีทางสู้
ตอนหมี่ฮุ้นเกิดใหม่ๆ ปาป๊ามาม้าก็ตกลงกันไว้ว่ามาม้าจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกเองไปซัก 6 เดือนแล้วค่อยออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะมาม้าปาป๊ากลัว ไม่อยากจ้างคนเลี้ยงมาเลี้ยงลูกตอนยังเล็กมาก แล้วหมี่ฮุ้นก็จะได้กินนมแม่นานๆหน่อยด้วย ตอนนี้ 6 เดือนแล้ว ปาป๊ามาม้าก็ยังกลัวอยู่ดี นอกจากกลัวแล้วก็ยังไม่อยากพลาดอะไรๆครั้งแรกของชีวิตลูกเพราะมัวแต่ไปรถติดอยู่นอกบ้านอีกด้วย เดือนๆผ่านไปเร็วเหลือเกิน หมี่ฮุ้นกับปาป๊ามาม้าเรียนรู้อะไรใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน อย่างเมื่อวานนี้มาม้าพาหมี่ฮุ้นไปบ้านอี๊หลิงครึ่งวัน กลับมาบ้านปั๊บก็มีความสามารถใหม่มาโชว์ให้ปาป๊าดูว่าหมี่ฮุ้นคลานขึ้นหน้าได้แล้วนะจ๊ะ จากที่เคยได้แต่ถอยหลัง คราวนี้เราต้องระวังกันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ปาป๊ามาม้าก็เลยคิดกันว่าจะดูไปอีกซัก1-2เดือน ถ้างานการของปาป๊าเข้าที่เข้าทาง มาม้าก็คงจะอยู่บ้านเลี้ยงหมี่ฮุ้นไปจนถึงซักปีนึง แม่คนอื่นๆที่เค้าสามารถทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยนี่เค้าเก่งมหาเก่งจริงๆ มาม้าไม่อยากเช้าออกไปทำงานลูกยังไม่ตื่น ค่ำรถติดกว่าจะกลับถึงบ้านลูกก็หลับไปแล้ว อาจจะทำให้เรามีเงินมากขึ้น แต่ต้องให้คนอื่นๆมาบอกว่าลูกพูดได้แล้วนะ ลูกเดินได้แล้วนะ ชีวิตมันเศร้าจริงๆ เรายอมเงินน้อยหน่อยกันดีกว่านะลูกนะ
แนะนำเวปใหม่ www.totspot.com กึ่งๆ social networking แต่ทำเพื่อเด็กทารกและครอบครัวโดยเฉพาะ เหมือนเป็นพวก hi5, myspace อะไรทำนองนั้นแต่แนวน่ารักแบบเด็กๆ เอาไว้เก็บข้อมูลลูกได้ แต่ว่าดูได้เฉพาะสมาชิกเวปเท่านั้น
เห็นว่าคอมเม้นท์นี้น่าสนใจ เลยต้องยกมาไว้ขึ้นเป็นโพสต์ใหม่เลยแล้วกัน ขอบคุณแอน แม่น้องภูมิ แม่นู๋จิ๊บ(ที่ยกมาจาก pantip.com) จ้ะ อ้อของออริจินอลภาคภาษาอังกฤษหาอ่านได้ที่ msnbc.com แต่ไทยรัฐก็แปลมาใช้ได้แล้วล่ะ
ห้ามให้เด็กไม่ถึง 6 เดือนกินน้ำมาก จะเป็นโรค ‘เมา น้ำ’ ขึ้นจนถึงแก่ชีวิต
หมอของศูนย์เด็กจอห์น ฮอบกิ้นส์ของสหรัฐฯ บอกเตือนผู้ที่เป็นพ่อแม่ว่า ไม่ควรปล่อยให้ลูกซึ่งอายุยังไม่ถึง 6 เดือนดี กินน้ำมากนัก เพราะอาจทำให้ไม่สบาย มีอาการที่เรียกว่า “เมาน้ำ” ซึ่งคุกคามต่อชีวิตได้ดร.เจนนิเฟอร์ แอนเดอส์ แพทย์กุมารเวช กล่าวให้ฟังว่า “ทารกขนาดนี้ แม้ว่าตัวจะยังเล็กอยู่ แต่ก็มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับความกระหาย หรือเกิดความกระหายน้ำสมบูรณ์แล้ว แต่ของ เหลวที่ควรจะให้ดื่ม ควรจะเป็นนมแม่หรือนมผสมเท่านั้น เพราะไตของเด็กยังโตไม่เต็มที่ การปล่อยให้กินน้ำมาก อาจทำให้ร่างกายปล่อยโซเดียม ทิ้งไปกับปริมาณน้ำที่มากเกินนั้น การสูญเสียโซเดียม จะทำให้การทำงานของสมองขัดข้อง อาการแรกเริ่มของการเมาน้ำ อาจจะมีตั้งแต่กระสับกระส่าย อุณหภูมิของร่างกายตก หน้าตาบวมและอาจชักได้
หมอเจนนิเฟอร์บอกว่า อาการมันค่อนข้างจะลับๆ ล่อๆ อาการตอนแรกจะดูไม่ค่อยออก จนกว่าพ่อแม่จะเห็นจากอาการชัก แต่หากว่ารีบให้หมอดูได้เร็ว ก็คงจะไม่เป็นอยู่นาน
หมอกับคณะให้คำแนะนำว่าไม่ควรจะให้น้ำในฐานะที่เป็นเครื่องดื่มกับทารกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือนดี รวมทั้งพ่อแม่ไม่ควรจะให้นมผสมที่เจือจางเกิน ไป ตลอดจนเครื่องดื่มสำหรับเด็กที่มีสารเกลือ แร่ด้วย ส่วนทารกที่โตกว่านั้น ในบางกรณีอาจ จะให้น้ำเล็กน้อยได้ เพื่อกันท้องผูกหรือในยามอากาศร้อน แต่ควรจะปรึกษากับหมอดูก่อน และควรจะให้แต่ละครั้งไม่เกิน 30-60 ซีซี หากว่าพ่อแม่คนใดคิดว่าลูกของตัวมีอาการเมาน้ำ หรืออาการชัก ควรจะพาไปหาแพทย์ ทันที.
จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันที่26พค.2551จากคุณ : แม่นู๋จิ๊บ - [ 26 พ.ค. 51 09:41:43 ]
หมี่ฮุ้นหาวิธีกล่อมตัวเองนอนใหม่แล้ว เมื่อก่อนแค่ร้องอือๆ เดี๋ยวนี้พัฒนาครับ
http://mehoon.enaweb.com/wp-content/uploads/videos/berry.flv
หนูโดนคุณย่าแกล้งด้วยความหวังดี (ผู้ใหญ่มักจะอ้างแบบนี้เป็นประจำแหละ ทำไปเพราะหวังดี ทำไปเพราะรัก) แต่ทำไมคุณย่าไม่เข้าใจจิตใจหนูเลย ทรงผมที่หนูไว้ มันอาจจะวัยรุ่นเกินไปบ้าง ดูเหมือนจะแยงตาน่ารำคาญ แต่คุณย่าก็ไม่น่าจะทำกับหัวหนูถึงขนาดนี้เลย แล้วหนูจะเอาหน้าไปพบญาติพี่น้องได้ยังไงล่ะเนี่ย ฮือ…




