ในรูปคือเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไปเที่ยววังน้ำเขียว (แถวๆ เขาใหญ่) หมี่ฮุ้นพยายามชูสองนิ้วตามเจ๊จิ แต่ทำไปทำมากลายเป็นสัญลักษณ์ชาว Vulcan ไปซะได้
หมี่ฮุ้นครบสองขวบแล้วจ้า!
อยู่อเมริกามานานพอควร เห็นลูกฝรั่งหน้าจีนบ้าง ลูกฝรั่งหน้าเซ้าท์อีสต์บ้าง ไม่ค่อยรู้สึกแปลกเท่าไหร่ แรกๆผมเคยคิดว่า เออ พ่อแม่จะรักลูกต่างสายเลือดได้เท่ากับลูกในสายเลือดตัวเองหรือเปล่า แล้วลูกจะโตมาเป็นอย่างไร นิสัยเหมือนใคร คำถามนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานและก็ยังต้องถกเถียงกันต่อไป (nature VS nurture..wikipedia)
พอได้รู้เรื่องของพี่ผึ้งและน้องสาละวิน ไม่ได้ทำให้ผมคิดถึง nature vs nurture แต่ทำให้ผมหมดข้อกังหากับคำถามที่ว่า พ่อแม่จะรักลูกต่างสายเลือดได้เท่ากับลูกในไส้หรือไม่
ลองไปอ่านกันดู
ลูกชายต่างสายเลือดชื่อ “สาละวิน” …การเดินทางของเรื่องเล่า …gotoknow.org
อ้อ…น้องวินมีพ่อด้วยนะ ครอบครัวแฮปปี้ทีเดียว (อยากเป็นลูกครอบครัวนี้มั่ง…ฮ่า)
เคยคิดว่าจะหาซื้อกล้องวิดีโอมาถ่ายหมี่ฮุ้น แต่คิดไปคิดมา เดี๋ยวซื้อมาแล้วก็เก็บไว้เฉยๆ เพราะขี้เกียจหยิบออกมา กว่าจะเอาออกมาถ่ายหมี่ฮุ้นได้ซักที แอกชั่นประทับใจก็จบไปซะแล้ว
ดูท่าว่ากล้องคอมแพ็คอันจิ๋วที่ถ่ายวิดีโอได้ก็น่าจะดีอยู่แล้ว แต่ต้องคอยเอาติดตัวไว้ตลอด เผื่อจะได้ควักออกมาทันช็อตเด็ด หรือไม่งั้นแม่อีหนูก็ต้องให้ผมซื้อ iPhone, BB หรือไม่ก็ Palm Pre อันนี้ล่ะติดตัวตลอดแน่
หรือว่าติดกล้องแบบ reality show เอาไว้รอบบ้านดีหว่า
เมื่อก่อน category นี้เคยชื่อ general สำหรับเรื่องที่นึกไม่ออกว่าควรจะลงที่ไหนดี แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนเป็น family และประกาศยึดเป็นของตัวเองโดยสมบูรณ์
ต่อไปผมจะใช้ category นี้เขียนเรื่องที่เกือบจะเกี่ยวกับหมี่ฮุ้น อาจจะเป็นเรื่องของผมเองหรือเรื่องของแม่ก้อย หรือเรื่องของครอบครัวด้วยก็ได้
ที่ยึดมาอย่างนี้ก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้ผมไม่มีบล็อกตัวเองแล้ว www.enaweb.com ที่เคยเป็นบล็อกตัวเองก็ปิดไปซะพักนึงแล้ว แต่ไปๆมาๆไม่มีที่เขียนระบายแล้วเลยรู้สึกอึดอัด อยากบ่นนู่นบ่นนี้ให้ชาวโลกฟังก็ไม่มีที่บ่น เลยยึดของลูกซะเลย ไหนๆ category เก่าอันนี้ก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อยู่แล้ว
เอาล่ะ ช่วงนี้เหนื่อยมาก แต่อยากมาเขียนบล็อกบ่อยขึ้นกว่าเดิม ระบายให้หมี่ฮุ้นฟัง
ตอนนี้หมี่ฮุ้นอายุครบ หนึ่งปีครึ่ง แปลว่าหมี่ฮุ้นไม่เป็น baby อีกต่อไป แต่กลายเป็นเด็ก toddler เตาะแตะแล้ว
แต่จริงๆหมี่ฮุ้นไม่เตาะแตะเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะว่าวันๆเอาแต่วิ่งไปก็วิ่งมา มีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา ต้องเหนื่อยจริงๆถึงจะหยุดพักได้
เมื่อวานพาหมี่ฮุ้นไปงานวันแต่งงานป้าเค เป็นงานแต่งงานในร้านอาหารชื่อ “เกาะลันตา” อยู่แถวๆสุวรรณภูมิ สถานที่ใหญ่โต หมี่ฮุ้นตื่นตาตื่นใจมาก จนแทบจะต้องพาหมี่ฮุ้นกลับก่อนงานจะเริ่ม เพราะว่าหมี่ฮุ้นอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ให้ใครอุ้ม จะวิ่งสำรวจร้านเค้าลูกเดียว
ไปไหนแต่ละทีหมี่ฮุ้นจะตื่นตาตื่นใจ สนุกมากกกกก แต่คนตามก็ต้องเหนื่อยไปตามๆกัน ถ้าหมี่ฮุ้นจะอยู่นิ่งๆหรือปล่อยให้อุ้มบ้างก็ยังดี
ขากลับฝนตกหนักมาก ทางร้านต้องให้พนักงานกางร่มโค้กพาส่งถึงรถ แต่ขนาดร่มโค้กก็ยังเอาไม่อยู่ เปียกมะล่อกมะแล่กกันหมด แต่หมี่ฮุ้นก็ไม่ยั่น ระหว่างทางที่พนักงานกางร่มพามาส่ง หมี่ฮุ้นก็ตื่นเต้นสนุกสนาน ได้ยินเสียงฝนตก โดนฝนสาด หัวเราะคิกคักๆอยู่คนเดียว… เป็นงั้นไป
จากโพสที่แล้ว ที่บอกว่าหมี่ฮุ้นชอบฟังเพลงนกขมิ้น เลยเอาวิดีโอมาให้ดู
ใครๆถามกันว่าหมี่ฮุ้นหายไปไหน ทำไมบล็อกไม่ได้อัพเดทมานานแล้ว
จริงๆแล้วหมี่ฮุ้นก็โตวันโตคืน ซนวันซนคืน เป็นปกติดีอยู่ แต่ปาป๊านี่สิ ที่ยุ้งยุ่งกับบริษัทใหม่ที่เพิ่งเปิดมาได้เกือบสองเดือน อย่าว่าแต่เวลาจะอัพบล็อกเลย เวลานอน เวลาเล่นกับลูกก็ยังไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว แต่ผลดีก็คือ พุงปาป๊าหดไปได้หลายนิ้วอยู่
วันนี้เลยมาอัพเดทกันหน่อย
ช่วงนี้หมี่ฮุ้นพูดเก่งขึ้นเยอะแล้ว พูดมันทั้งวัน พูดคำ 2-3 พยางค์ได้ สามารถเติมคำอ้อนต่อท้ายคำเดิมเอาไว้เป็นไม้ตายให้ใครๆใจอ่อนเวลาอยากได้อะไรได้ เช่น มาม้าจ๋า ปาป๊าจ๋า ปู่จ๋า ย่าจ๋า ม่าจ๋า เรียกแบบนี้ปู่จ๋าย่าจ๋าก็จะรีบเข้ามาอุ้ม อยากให้พาไปเดินเที่ยวนอกบ้านก็จะได้ไปทันที หรือเดิมเคยหยิบหนังสือมาให้มาม้าแล้วบอก’อ่าน’ทั้งวี่ทั้งวัน บางทีมาม้าอ่านจนเบื่อก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินมั่ง เดี๋ยวนี้หมี่ฮุ้นก็จะพูด’อ่านค่า’ มาม้าก็ชื่นใจอ่านให้ฟังทุกทีไป
แต่ตั้งแต่หมี่ฮุ้นพูดได้แล้วเราอ่านหนังสือกันสนุกขึ้นเยอะ เวลาอ่านนิทานคำกลอน มาม้าจะชอบเว้นคำไว้ให้หมี่ฮุ้นพูดเติม หมี่ฮุ้นก็จะพูดเติม ทำให้มาม้าดีใจ๊ดีใจว่าที่อ่านๆไปนี่หมี่ฮุ้นก็ตั้งใจฟังเหมือนกัน แบบนี้มาม้าค่อยมีกำลังใจอ่านขึ้นเยอะ
นอกจากเรื่องพูดแล้ว ช่วงนี้หมี่ฮุ้นยังชอบใส่รองเท้าคนอื่นด้วย เห็นรองเท้าใครวางไว้เป็นไม่ได้ ต้องรีบเข้าไปสวมเดินลากไปทั่วห้อง รูปข้างล่างนี่เพิ่งถ่ายไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนตามปาป๊าไปทำงานที่ระยอง
ว๊า…พอจะเขียนบล็อกนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ อยากบ้องหัวตัวเองซักที
วันนี้พาก้อยกับหมี่ฮุ้นไปเดินเล่นที่สยาม เห็นบ่นๆว่าอยากไปเดินสยามตั้งนานแล้ว เห็นเป็นโอกาสดี เลยพาไปวันนี้ พาไปนั่งที่สตูดิโออยู่เกือบห้าชั่วโมง ก้อยพาหมี่ฮุ้นไปเดินวนสยามอยู่ซักสิบนาทีได้ กลับมาบอกพอแล้ว เห็นแล้ว (กลับบ้านได้ อารมณ์ประมาณนั้น) โถ่… นี่บอกว่าจะไปนั่งกินอาหารร้านอร่อยๆแถวสยามยังอิดออด จะไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวทางกลับบ้านเลย แหม่ อุตส่าห์เข้ากรุงทั้งที จะกลับไปกินข้าวแถบชานเมืองอีกได้ไงกัน
ที่อยากจะบ้องหัวตัวเองก็คือ ลืมเอากล้องติดไปด้วย เอนทรี่นี้ก็เลยไม่มีรูปหมี่ฮุ้นในสยามสแควร์ให้ดู เซ็งเลย ไม่มีรูปตอนหมี่ฮุ้นทำเล่นหูเล่นตากับน้าๆอาๆที่ออฟฟิศปะป๊าด้วย เซ็ง
เหมือนตอนนี้หมี่ฮุ้นจะไม่กลัวคนแปลกหน้าแล้ว เล่นได้ยิ้มได้กับคนแปลกหน้า แถมดูท่าทางจะเป็นเด็กชอบความสนใจ วันนี้น้าอาสี่ห้าคนมายืนมองดูหมี่ฮุ้นอยู่ หมี่ฮุ้นก็หันหน้าไปมองคนนู้นทีคนนี้ที ยิ้มไปเขินไป ทำหน้าชอบอกชอบใจด้วย แปลกดี
วันศุกร์ที่ผ่านมาปูหมี่ฮุ้นไปผ่าตัดทำบายพาสที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก ผ่าตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงประมาณทุ่มกว่าๆ แต่ก่อนผ่าต้องไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมร่างกาย และเตรียมใจให้พร้อมล่วงหน้าแล้วสองคืน มีย่าไปนอนเป็นเพื่อนปู่ด้วย หมี่ฮุ้นเลยไม่ได้เจอปู่มาเกือบอาทิตย์แล้ว
หลังผ่าตัดเสร็จ ปู่เปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจไปสามเส้น เห็นหมอบอกว่าเอามาจากเส้นเลือดที่ขา เลยทำให้ตอนนี้นอกจากแผลยาวที่หน้าอกแล้ว ก็ยังมีแผลยาวที่ขาข้างขวาอีกด้วย
คุณพยาบาลบอกไม่ค่อยอยากให้พาหมี่ฮุ้นไปเยี่ยม เพราะว่าโรงพยาบาลนี้มีแต่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอก ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หรือที่น่ากลัวก็คือพวกโรคที่ติดต่อกันทางอากาศได้ เช่นพวกวัณโรค เด็กขนาดหมี่ฮุ้นยังมีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ไม่ควรพาไป
หมี่ฮุ้นเลยต้องนั่งกินเป็ดเหงาหงอยอยู่คนเดียว แงๆ

สองคืนมานี้หมี่ฮุ้นงอแง แบบตื่นมาร้องไห้เลย ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงนี้ อย่างแรกคือที่นอนหมี่ฮุ้นมีการโมดิฟายด์ใหม่ จากเมื่อก่อนเป็นที่นอนลอยฟ้า
แต่ต้องปรับลงล่างเพราะว่าหมี่ฮุ้นสามารถยึดราวยันตัวเองขึ้นยืนได้แล้ว กลัวจะล้มคว่ำออกนอกเปล แต่ว่าปรับลงล่างสุดมันก็เตี้ยเกินไป ยกขึ้นยกลงลำบาก ปะป๊าหัวใสเลยหาโฟมแบบที่ใส่มากับกล่องทีวีมาวางรอง พร้อมกับไปตัดแผ่นไม้อัดที่เก็บไว้หลังบ้านรองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ที่นอนเรียบเสมอกัน
จริงๆแล้วปะป๊าภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นโบว์แดงของตัวเองมาก สามารถดัดแปลงของเหลือใช้(เดน) มาใช้ใหม่ได้ ไม่ต้องซื้อหา แต่ปรากฏว่าปะป๊าภูมิใจได้แค่สองคืน เพราะว่าอยู่ดีๆหมี่ฮุ้นเริ่มมีตุ่มแดงๆขึ้นที่แขนขา พาไปให้หมอดูหมอก็บอกว่าแพ้อะไรบางอย่าง ให้ยามาสองสามตัวทั้งทาและกิน
ผลงานชิ้นโบว์แดงของปะป๊าเลยต้องโดนยกเลิกไปตามระเบียบ เพราะไม่แน่ใจว่า ไอ้ที่ทำให้เกิดตุ่มแดงๆนั้น จะเป็นฝุ่นผงจากโฟมหรือจากไม้อัดกันแน่ (ผมว่าอาจจะเป็นไม้อัด เพราะตอนไปเลื่อยมามันมีผงเล็กๆละเอียดปลิวเยอะเชียว…แต่ว่าเช็ดแล้วนา)
อย่างที่สองที่อาจจะมีส่วนทำให้หมี่ฮุ้นงอแงได้อีกก็คือ การที่ช่วงนี้ฟันเริ่มขึ้น หมี่ฮุ้นคงจะเจ็บเหงือกก็เลยร้องไห้ ซึ่งไม่ใช่อาการงอแงธรรมดา แต่ร้องไห้แงเลย…อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่หมี่ฮุ้นร้องตอนกลางคืน ไม่น่าจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของปะป๊าหรอก ฮึ่ม
หาไปหามาเกี่ยวกับวิธีช่วยเหลือ บรรเทาอาการปวดแบบนี้ นอกจากจะพบคำตอบที่รู้อยู่แล้ว เช่น หาของให้กัด ใช้ผ้าชุบน้ำถูเหงือก หรือกินยาแก้ปวดเด็กแล้ว ทางแก้ที่น่าสนใจมากทางหนึ่ง ที่หาเจอจาก Yahoo Answer คือ ให้ใช้นิ้วจุ่มวิสกี้แล้วถูที่เหงือกลูก! สักพักลูกก็จะหลับสบาย…ฮ่า
คนตอบใน Yahoo Answer ตอบแบบทีเล่นทีจริง แต่คิดดูแล้วมีเหตุผลเหมือนกัน หนึ่งคือ แอลกอฮอล์ในเหล้าอาจจะช่วยให้เหงือกลูกชาหายเจ็บ สองคือถ้าจุ่มวิสกี้ให้แฉะสักหน่อย อีหนูก็อาจจะเคลิ้มหลับไปได้เอง ลืมอาการเจ็บ อืม… น่าคิด
แล้วจะมารายงานใหม่ว่าได้ผลเป็นยังไง





