ผมสงสัยว่านิทานเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์นั้น เอามาอ่านให้เด็กฟังได้ยังไง คิดไปคิดมาก็เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล ไร้สาระ และไม่มี poetic justice อีกต่างหาก
แจ๊คเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟังแม่ เอาแต่ใจตัวเอง แม่ให้เอาวัวไปขายเพราะไม่มีเงินแล้ว แต่แจ๊คกลับเอาวัวไปแลกกับถั่ว
แต่ดันโชคดี ถั่ววิเศษสูงขึ้นไปถึงปราสาทยักษ์ผู้รำ่รวย มีทั้งแม่ไก่ไข่เป็นทอง มีเงินเยอะแยะ แจ๊คก็มีสันดานเด็กขี้ขโมยปีนขึ้นไปขโมยของยักษ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผิดก็แค่ตัวใหญ่ หน้าตาน่ากลัว สุดท้ายขโมยของยังไม่พอ ยังตัดต้นถั่วปล่อยให้ยักษ์ตกลงมาตายอีกต่างหาก
ไม่รู้จะบอกหมี่ฮุ้นยังไง ตกลงยักษ์มันผิดตรงไหน? แล้วแจ๊คเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน… แล้วจะเล่าให้ลูกฟังกันทำไมเนี่ย เรื่องนี้
สงสัยว่าจะต้องแต่งตอนจบที่แท้จริงของเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ให้หมี่ฮุ้นเป็นพิเศษซะแล้ว… จบยังไงดีล่ะถึงจะถูกต้อง?
เขียนมาหลายครั้งแล้วว่า เดี๋ยวนี้หมี่ฮุ้นไม่เคยอยู่นิ่งเลย เริ่มออกอาการเด็กดื้อด้วย เวลาจะเอาอะไรก็เริ่มจะต้องเอาให้ได้เดี๋ยวนั้น
เมื่อก่อนจะรู้สึกปวดหัวกับการพยายามบอกหมี่ฮุ้นว่าเล่นอันนี้ไม่ได้ อันโน้นไม่ได้ ห้ามเอาปากกาไปเล่นบ้าง ห้ามปีน ห้ามนู่นห้ามนี่ พอไม่ได้ปากกาก็แผลงฤทธิ์ เมื่อก่อนก็ปล่อยให้แผลงฤทธิ์ไป เดี๋ยวนี้ได้เทคนิคใหม่ด้วยการเบนประเด็น เช่นพอหมี่ฮุ้นกำลังจะแผลงฤทธิ์เอาปากกา เราก็รีบชี้ไปที่หน้าต่าง “หมี่ฮุ้น! จิ้งจก!” หมี่ฮุ้นจะรีบหันขวับไปดูแล้วก็ลืมเรื่องปากกาไปได้เลย
เทคนิคนี้ไม่ได้คิดเองหรอก อันนี้ต้องให้เครดิตทั้งอาม่าและหม่าม้าหมี่ฮุ้น ไม่รู้ใครคิดก่อนเหมือนกัน ท่าจะเป็นอาม่า
แต่ทำให้เรานึกถึงตัวเองสมัยเด็กเหมือนกันว่า เวลาแผลงฤทธิ์ จะเอาอะไร ก็จะมีผลลัพธ์สองแบบ หนึ่งคือได้สิ่งที่ต้องการ สองคือโดนปล่อยให้แผลงฤทธิ์จนเหนื่อยไปเอง จำไม่ได้เหมือนกันว่าโดนเบนประเด็นบ้างหรือเปล่า น่าคิดแฮะ
อกฉัน ทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่….หยับเยย…หยับเยย…หยับเยย!
เดี๋ยวนี้หม่าม้าต้องกล่อมหมี่ฮุ้นด้วยเพลงใหม่ เมื่อก่อนก็ฮัมเพลงนู้นเพลงนี้ไปเรื่อย แต่ไม่กี่วันมานี้หมี่ฮุ้นติดใจเพลงประกอบละครเรื่อง “ดงผู้ดี” มาก
ถ้าหม่าม้าพยายามร้องเพลงอื่นกล่อมหมี่ฮุ้นเมื่อไหร่ หมี่ฮุ้นจะโวยขึ้นมา “หยับเยย” “หยับเยย” “หยับเยย!” จนกว่าหม่าม้าจะร้องเพลงนกขมิ้นกล่อมจนได้
เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าร้องตั้งแต่ต้น แล้วไม่ถึงท่อนที่หมี่ฮุ้นรุ้นเป็นซักที หมี่ฮุ้นก็จะ “หยับเยย” อยู่นั่นแหละ จนหม่าม้าต้องลัดคิวไปท่อน “อกฉัน ทุกวัน….” เพื่อให้หมี่ฮุ้นร้องว่า “หยับเยย” ทุกที
ละครจะอวสานแล้ว ไม่รู้จะต้องหยับเยยไปอีกนานเท่าไหร่นะนี่
ไม่น่าเชื่อว่าหมี่ฮุ้นจะมีแต่ซนขึ้นซนขึ้น ไอ้ตอนแรกๆก็นึกว่าจะว่านอนสอนง่าย ไปๆมาๆร้ายเหลือเกิน จะพาไปไหนต้องวางแผนกันตลอด รถเข็นไม่ยอมนั่ง อุ้มไม่ให้อุ้ม จะเดินเองไม่ยอมให้จูงด้วย
เมื่อซักครู่พาหมี่ฮุ้นไปเดินเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เพราะว่าปะป๊าไปตัดผมที่นั่น ให้หม่าม้ากับอาม่าพาหมี่ฮุ้นเดินระหว่างรอ ปะป๊าตัดเสร็จนึกว่าจะไปกินข้าวกันต่อ แต่หม่าม้าบอกว่า ไม่ไหว กลับเหอะ เหนื่อยแล้ว โอเค กลับก็กลับ
ระหว่างเดินกลับรถ หมี่ฮุ้นก็ทักคนนู้นทักคนนี้ โดยเฉพาะเด็กๆวัยใกล้ๆกัน เรียก “พี่…น้อง….พี่….” แล้วก็กระโจนเข้าไปหาเขา เท่านั้นไม่พอ พยายามจะไปจูบไปหอมแก้มเขาให้ได้ด้วย ทำเอาหนุ่มๆขยาดหมด
กว่าจะกลับถึงบ้านได้เล่นเอาทั้งอาม่าทั้งหม่าม้าเหนื่อยไปตามๆกัน ปะป๊าคอยลุ้นก็เหนื่อยด้วย
หม่าม้าบอกหมี่ฮุ้นซนแม้กระทั่งตอนนอน ปะป๊าถามรู้ได้ไง?
“ก็ก้อยต้องตื่นมาห่มผ้าให้มันตลอดน่ะสิ เอาแต่ถีบผ้าห่ม ดิ้นไปรอบเตียง…เหมือนพ่อมันไม่มีผิด ตื่นมาทีก็ห่มให้ทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ”
อ้าว…ก็หมี่ฮุ้นลูกปะป๊านี่นา… ฮ่า
