ช่วงนี้ย่าจ๋าไปหาย่าทวดที่สงขลา ไปหลายวันทีเดียว สลับกับย่าหมั่นขึ้นมาอยู่กรุงเทพแทน ตอนนี้หมี่ฮุ้นเลยมีแต่ปู่จ๋า กับม่าจ๋าคอยอยู่ดูแทน
หมี่ฮุ้นมีย่ามีปู่หลายคน มีปู่จ๋ากับย่าจ๋าเป็นหลัก มีปู่เปี๊ยกกับย่าตุ๊กที่หมี่ฮุ้นมักจะเรียกชื่อบ่อยๆรองลงมา แล้วก็มีปู่นิยมบ้าง ย่าสุ่นบ้าง ในหมู่บ้านก็ยังมีอีกหลายย่าหมี่ฮุ้นจำไม่หวาดไม่ไหว
สองสามวันที่ผ่านมาหมี่ฮุ้นก็จะเรียก ย่าจ๋า ย่าจ๋าอยู่บ้าง เพราะว่าปกติในแต่ละวันหมี่ฮุ้นจะต้องข้ามไปอยู่กับย่าจ๋าวันละซักชั่วโมงสองชั่วโมง หม่าม้าก็เลยต้องคอยบอกหมี่ฮุ้นว่าย่าจ๋าไม่อยู่ ย่าจ๋าไปหาย่าทวด
คราวนี้หมี่ฮุ้นก็มีย่าเพิ่มมาอีกคน นอกจากย่าจ๋า ย่าตุ๊ก ย่าสุ่น ย่าติ๋ว ย่าหมั่น… ก็ยังมี ย่าทวด เพิ่มมาอีก
แต่ไม่รู้ว่าหมี่ฮุ้นจะเข้าใจคำว่าทวดว่าคืออะไร ทำไมถึงมาต่อท้ายคำว่าย่า ฟังดูแล้วไม่เห็นเหมือนคำอื่น
วันนี้หม่าม้าถามหมี่ฮุ้นว่า ย่าจ๋าไปไหน ย่าจ๋าไปหาใคร หมี่ฮุ้นตอบ “ย่าทวด”
แล้วหมี่ฮุ้นก็พูดต่อ “ปู่ทวด ย่าทวด หม่าม้าทวด หม่าม้าทวด…” เออ…ศัพท์ใหม่แฮะ
ช่วงนี้หมี่ฮุ้นช่างพูดมาก เลียนแบบไปได้ซะทุกคำพูด รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ส่วนใหญ่หมี่ฮุ้นจะไม่รู้ความหมายหรอก แต่อาจจะเดาได้จากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
เวลาปะป๊ากินข้าว ปะป๊ามักจะไม่แบ่งให้หมี่ฮุ้นกิน แต่หมี่ฮุ้นก็ทำหน้าตาอยากกิน เดินเข้ามาหา มาดูชามข้าวปะป๊าแล้วพูดว่า “กินให้ กินให้” (แปลว่าหนูจะกิน) ปะป๊าก็ทำท่าทางมือพัดปากแล้วบอกว่า “ไม่ได้ลูก หมี่ฮุ้นกินไม่ได้ เผ็ดๆ” หลังจากนั้น เวลาหมี่ฮุ้นเห็นปะป๊ากินอะไร หมี่ฮุ้นก็แค่เดินเข้ามาหา เอามือพัดปากตัวเองแล้วบอก “เผ็ดๆ” (ปะป๊าก็เลยกินขนมคนเดียวได้สบายใจ ไชโย :D)
อ้อ…จริงๆแล้วที่ใช้มุขนี้ได้ผลก็เพราะว่าเคยให้หมี่ฮุ้นลองชิมของเผ็ดจริงๆดูแล้วด้วย แค่แตะปลายๆช้อน หมี่ฮุ้นก็ทำหน้าแปลกๆ ตาโต สั่นหัวไปมา แบบทำอะไรไม่ถูก พร้อมกับแลบลิ้นออกมาด้วย ฮ่า ขำ
เมื่อก่อนตอนยังพูดไม่ได้ เวลาหมี่ฮุ้นเดินเข้าใกล้ปลั๊กไฟแล้วจะเอานิ้วไปจิ้ม หมี่ฮุ้นก็มักจะได้ยินเสียงประสานจากหม่าม้า ปะป๊า “หมี่ฮุ้น!”
ตอนนี้หมี่ฮุ้นพูดได้บ้างแล้ว บางทีหมี่ฮุ้นเดินเข้าใกล้ปลั๊กไฟ ทำท่าจะเอานิ้วจิ้มเหมือนเดิม หมี่ฮุ้นกลับพูดเอง “หมี่อุ๊น!” แล้วก็หันมามองปะป๊า… เอาสิ
ช่วงที่ผ่านมาหมี่ฮุ้นสามารถต่อ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูกได้ โดยใช้วิธีต่อคำ
หม่าม้า: “ก เอ๋ย ก…”
หมี่ฮุ้น: “ไก่”
หม่าม้า: “ขอไข่ใน…”
หมี่ฮุ้น: “เย้า”
หม่าม้า: “ขอขวดของ…”
หมี่ฮุ้น: “เยา”
ไปเรื่อยๆจนถึง ฮ นกฮูก ถูกบ้างผิดบ้าง ลืมบ้างสองสามตัว เวลาตัวไหนไม่ต่อทันที หม่าม้าก็จะ “ดอชะดาหุน….หุนอะไรลูก” หมี่ฮุ้นก็จะตอบ “หัน”
เมื่อตะกี๊หม่าม้านั่งบนเตียง กำลังจะกล่อมหมี่ฮุ้นนอน หมี่ฮุ้นก็เข้ามากอด มาซบอกหม่าม้านิ่งๆ บรรยากาศน่าหลับ หม่าม้าก็พืมพำขึ้นมา “หมี่ฮุ้นคิดอะไรอยู่อ่ะลูก”
หมี่ฮุ้นตอบมาเบาๆ “…ตี้………..คิตตี้”
ตอนนี้หมี่ฮุ้นอายุครบ หนึ่งปีครึ่ง แปลว่าหมี่ฮุ้นไม่เป็น baby อีกต่อไป แต่กลายเป็นเด็ก toddler เตาะแตะแล้ว
แต่จริงๆหมี่ฮุ้นไม่เตาะแตะเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะว่าวันๆเอาแต่วิ่งไปก็วิ่งมา มีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา ต้องเหนื่อยจริงๆถึงจะหยุดพักได้
เมื่อวานพาหมี่ฮุ้นไปงานวันแต่งงานป้าเค เป็นงานแต่งงานในร้านอาหารชื่อ “เกาะลันตา” อยู่แถวๆสุวรรณภูมิ สถานที่ใหญ่โต หมี่ฮุ้นตื่นตาตื่นใจมาก จนแทบจะต้องพาหมี่ฮุ้นกลับก่อนงานจะเริ่ม เพราะว่าหมี่ฮุ้นอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ให้ใครอุ้ม จะวิ่งสำรวจร้านเค้าลูกเดียว
ไปไหนแต่ละทีหมี่ฮุ้นจะตื่นตาตื่นใจ สนุกมากกกกก แต่คนตามก็ต้องเหนื่อยไปตามๆกัน ถ้าหมี่ฮุ้นจะอยู่นิ่งๆหรือปล่อยให้อุ้มบ้างก็ยังดี
ขากลับฝนตกหนักมาก ทางร้านต้องให้พนักงานกางร่มโค้กพาส่งถึงรถ แต่ขนาดร่มโค้กก็ยังเอาไม่อยู่ เปียกมะล่อกมะแล่กกันหมด แต่หมี่ฮุ้นก็ไม่ยั่น ระหว่างทางที่พนักงานกางร่มพามาส่ง หมี่ฮุ้นก็ตื่นเต้นสนุกสนาน ได้ยินเสียงฝนตก โดนฝนสาด หัวเราะคิกคักๆอยู่คนเดียว… เป็นงั้นไป
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมี่ฮุ้นร้องไห้เพราะอะไรในรูปนี้ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นช่วงที่หมี่ฮุ้นป่วยอยู่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นการป่วยครั้งที่สามตั้งแต่เกิด เลยต้องถ่ายรูปไว้ซะหน่อย รูปหมี่ฮุ้นร้องไห้หาโอกาสถ่ายยาก นอกจากจะไม่ค่อยร้องไห้ให้เห็นแล้ว คนถ่ายยังต้องตัดใจสวมวิญญาณนักข่าว ไม่พัวพันกับ subject ไม่เข้าไปโอ๋
ผมสงสัยว่านิทานเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์นั้น เอามาอ่านให้เด็กฟังได้ยังไง คิดไปคิดมาก็เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล ไร้สาระ และไม่มี poetic justice อีกต่างหาก
แจ๊คเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟังแม่ เอาแต่ใจตัวเอง แม่ให้เอาวัวไปขายเพราะไม่มีเงินแล้ว แต่แจ๊คกลับเอาวัวไปแลกกับถั่ว
แต่ดันโชคดี ถั่ววิเศษสูงขึ้นไปถึงปราสาทยักษ์ผู้รำ่รวย มีทั้งแม่ไก่ไข่เป็นทอง มีเงินเยอะแยะ แจ๊คก็มีสันดานเด็กขี้ขโมยปีนขึ้นไปขโมยของยักษ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ผิดก็แค่ตัวใหญ่ หน้าตาน่ากลัว สุดท้ายขโมยของยังไม่พอ ยังตัดต้นถั่วปล่อยให้ยักษ์ตกลงมาตายอีกต่างหาก
ไม่รู้จะบอกหมี่ฮุ้นยังไง ตกลงยักษ์มันผิดตรงไหน? แล้วแจ๊คเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน… แล้วจะเล่าให้ลูกฟังกันทำไมเนี่ย เรื่องนี้
สงสัยว่าจะต้องแต่งตอนจบที่แท้จริงของเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ให้หมี่ฮุ้นเป็นพิเศษซะแล้ว… จบยังไงดีล่ะถึงจะถูกต้อง?
เขียนมาหลายครั้งแล้วว่า เดี๋ยวนี้หมี่ฮุ้นไม่เคยอยู่นิ่งเลย เริ่มออกอาการเด็กดื้อด้วย เวลาจะเอาอะไรก็เริ่มจะต้องเอาให้ได้เดี๋ยวนั้น
เมื่อก่อนจะรู้สึกปวดหัวกับการพยายามบอกหมี่ฮุ้นว่าเล่นอันนี้ไม่ได้ อันโน้นไม่ได้ ห้ามเอาปากกาไปเล่นบ้าง ห้ามปีน ห้ามนู่นห้ามนี่ พอไม่ได้ปากกาก็แผลงฤทธิ์ เมื่อก่อนก็ปล่อยให้แผลงฤทธิ์ไป เดี๋ยวนี้ได้เทคนิคใหม่ด้วยการเบนประเด็น เช่นพอหมี่ฮุ้นกำลังจะแผลงฤทธิ์เอาปากกา เราก็รีบชี้ไปที่หน้าต่าง “หมี่ฮุ้น! จิ้งจก!” หมี่ฮุ้นจะรีบหันขวับไปดูแล้วก็ลืมเรื่องปากกาไปได้เลย
เทคนิคนี้ไม่ได้คิดเองหรอก อันนี้ต้องให้เครดิตทั้งอาม่าและหม่าม้าหมี่ฮุ้น ไม่รู้ใครคิดก่อนเหมือนกัน ท่าจะเป็นอาม่า
แต่ทำให้เรานึกถึงตัวเองสมัยเด็กเหมือนกันว่า เวลาแผลงฤทธิ์ จะเอาอะไร ก็จะมีผลลัพธ์สองแบบ หนึ่งคือได้สิ่งที่ต้องการ สองคือโดนปล่อยให้แผลงฤทธิ์จนเหนื่อยไปเอง จำไม่ได้เหมือนกันว่าโดนเบนประเด็นบ้างหรือเปล่า น่าคิดแฮะ
อกฉัน ทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจร ฉันนอนไม่….หยับเยย…หยับเยย…หยับเยย!
เดี๋ยวนี้หม่าม้าต้องกล่อมหมี่ฮุ้นด้วยเพลงใหม่ เมื่อก่อนก็ฮัมเพลงนู้นเพลงนี้ไปเรื่อย แต่ไม่กี่วันมานี้หมี่ฮุ้นติดใจเพลงประกอบละครเรื่อง “ดงผู้ดี” มาก
ถ้าหม่าม้าพยายามร้องเพลงอื่นกล่อมหมี่ฮุ้นเมื่อไหร่ หมี่ฮุ้นจะโวยขึ้นมา “หยับเยย” “หยับเยย” “หยับเยย!” จนกว่าหม่าม้าจะร้องเพลงนกขมิ้นกล่อมจนได้
เท่านั้นยังไม่พอ ถ้าร้องตั้งแต่ต้น แล้วไม่ถึงท่อนที่หมี่ฮุ้นรุ้นเป็นซักที หมี่ฮุ้นก็จะ “หยับเยย” อยู่นั่นแหละ จนหม่าม้าต้องลัดคิวไปท่อน “อกฉัน ทุกวัน….” เพื่อให้หมี่ฮุ้นร้องว่า “หยับเยย” ทุกที
ละครจะอวสานแล้ว ไม่รู้จะต้องหยับเยยไปอีกนานเท่าไหร่นะนี่





